
องค์กรและแบรนด์ เปี่ยมบารมี
ในหนังสือการตลาดยุคสร้างสรรค์ 4.0 ที่อาจารย์มานิตย์ รัตนสุวรรณ พูดถึงการสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จ เป็นยุทธศาสตร์ในการตลาดยุคจิตปัญญา 4.0 เพื่อสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนตลอดกาล คือ การประยุกต์ใช้หลักธรรมในแนวคิดพุทธปัญญา การใช้กิเลสและควบคุมจิตอารมณ์โดยยึดหลักธรรมผสมกับหลักการฝึกปฏิบัติสมาธิให้เข้าถึงจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ทั้งองค์กร ผู้บริหาร ทีมงาน สินค้าและแบรนด์ที่ต้องการให้เป็นแบรนด์เปี่ยมบารมี องค์กรเปี่ยมบารมีเพื่อความยั่งยืนในวงการธุรกิจอยู่ในใจผู้บริโภคและมหาชนตลอดไป
ในหนังสือการตลาดยุคสร้างสรรค์ 4.0 ที่อาจารย์มานิตย์ รัตนสุวรรณ พูดถึงการสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จ เป็นยุทธศาสตร์ในการตลาดยุคจิตปัญญา 4.0 เพื่อสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนตลอดกาล คือ การประยุกต์ใช้หลักธรรมในแนวคิดพุทธปัญญา การใช้กิเลสและควบคุมจิตอารมณ์โดยยึดหลักธรรมผสมกับหลักการฝึกปฏิบัติสมาธิให้เข้าถึงจิตใจอย่างสม่ำเสมอ ทั้งองค์กร ผู้บริหาร ทีมงาน สินค้าและแบรนด์ที่ต้องการให้เป็นแบรนด์เปี่ยมบารมี องค์กรเปี่ยมบารมีเพื่อความยั่งยืนในวงการธุรกิจอยู่ในใจผู้บริโภคและมหาชนตลอดไป
คุณลักษณะขององค์กร ผู้บริหาร และทีมงานรวมถึงแบรนด์เปี่ยมบารมี ควรมีลักษณะดังนี้
1.ต้องเป็นองค์กรแห่งการเสียสละ รู้จักการให้ เป็นผู้นำในการสร้างทานบารมี สร้างกุศล สงเคราะห์แบ่งปันและคืนกำไรสู่สังคม (Sacrifice)
2.ต้องเป็นองค์กรสะอาดบริสุทธิ์ งดงามด้วยศีลบารมี ละเว้นจากบาปทั้งกาย วาจาใจ มีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป (Pure Mind & Body)
3.ต้องเป็นองค์กรที่ฝักใฝ่ค้นคว้า ศึกษาวิเคราะห์ด้วยตนเอง แสวงหาสัจธรรมมุ่งปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ (Self-Mastery Improvement)
4.ต้องเป็นองค์กรที่สว่างด้วยปัญญา รู้แจ้งในหลักธรรม รู้คุณค่าชีวิตและที่มาที่ไปของชีวิต วัฏจักรของชีวิต เข้าใจหลักของสัมมาทิฐิและกฎแห่งกรรม (Wisdom & Value of Life)
5.ต้องเป็นองค์กรที่มีความมานะบากบั่น ขยันหมั่นเพียร พยายามเพิ่มความเป็นเลิศอยู่เสมอ (Perseverance)
6.ต้องเป็นองค์กรที่มีความอดทนอดกลั้นเป็นเลิศ (Patience & Tolerance)
7.ต้องเป็นองค์กรที่รักษาสัจจะ ซื่อตรง (Honesty)
8.ต้องเป็นองค์กรที่มีปณิธานแน่วแน่เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นในสิ่งดีงามในชีวิตและปรารถนาความเป็นเลิศ (Determination)
9.ต้องเป็นองค์กรที่มีใจเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเสมอต้นเสมอปลาย (Compassionate)
10.ต้องเป็นองค์กรที่มีใจอุเบกขา หนักแน่น ปราศจากอคติ รักความยุติธรรม ให้ความเสมอภาค เคารพสิทธิและเสรีภาพในความเป็นมนุษย์ของทุกคน (Justice & Fairness)
องค์กรที่ปฏิบัติเช่นนี้ได้ ต้องใช้เวลาสั่งสมคุณงามความดีมาระยะเวลาหนึ่ง จึงจะเป็นแบรนด์แห่งคุณงามความดีหรือแบรนด์คุณธรรมให้เป็นที่โจษจันกัน โลกเราทุกวันนี้หากมีองค์กรเหล่านี้มากๆ และนำมาใช้ในทางที่ดีก็จะกลายเป็นพลังมหาศาล เสกมนุษย์ให้กลายเป็นมหาเศรษฐี เสกแบรนด์ใหม่ให้กลายเป็นสินค้าพลิกประวัติศาสตร์ในวงการ ถ้าหากองค์กรใช้ในทางที่ดี มีสัมมาทิฐิ ทำดีอยู่ตลอด ก็ดูเหมือนว่าจะมีเทพประจำตัวคอยช่วยเหลือประคับประคองให้ธุรกิจบริหารไปตลอดรอดฝั่ง และโลกคงจะน่าอยู่ขึ้นอีกมาก
กลับกันถ้าใช้ในทางที่ชั่ว ในทางทุจริตเรียกว่า “กิเลส” หรือทางมิจฉาทิฐิ ซึ่งอาจจะทำให้ร่ำรวยโดยฉับพลัน แต่ในระยะสุดท้ายก็หนีกฎแห่งกรรมไปไม่พ้น หลายคนยังวนเวียนและติดกับคำว่า “ทำชั่วได้ดี” ปรากฏให้เห็นมากมาย เช่น สินค้าหลอกลวงประชาชน ธุรกิจฉ้อฉล อย่างกรณี “ยูฟัน” สุดท้ายก็หนีไม่พ้นกฎแห่งกรรม และลึกๆ ในใจของคนที่ทำชั่วได้ดีเหล่านี้ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง หวั่นภัยเหมือนวัวสันหลังหวะ เกรงว่าสักวันหนึ่งสังคมจะรู้ความจริง หาความสงบทางใจไม่ได้ และท้ายที่สุดก็ไปไม่รอด จะมีแต่เสียงก่นด่าอยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะอยู่มานานเท่าไรก็จะต้องรับเคราะห์กรรมในที่สุด ซึ่งในเมืองไทยมีให้เห็นกันอยู่ดาษดื่น







