
ตั้งเป้าหมาย ‘สร้างรายได้’ ให้รวยก่อนเกษียณ
โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
การจะดำรงชีวิตอย่างอยู่ดีกินดีในยามเกษียณเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นทุกที แต่เดิมเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรของสังคมไทย เนื่องจากค่าครองชีพในอดีตไม่ได้สูงมาก อีกทั้งเรามี “ระบบอุปถัมภ์” กล่าวคือลูกหลานทำงานหาเงินเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้ แต่ด้วยภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูง ถึงขนาดว่าสามีภรรยาต้องออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินพอไหม และเรื่องแนวโน้มการมีบุตรน้อย มีบุตรยาก หรือพอใจที่จะไม่มีบุตรนั้น ทำให้เป็นความเสี่ยงที่คนในยุคปัจจุบันต้องหันมาใส่ใจออมเงินเพื่อเลี้ยงดูตัวเองมากขึ้น วันนี้จึงอยากมาแบ่งปันแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ไม่เกิดเหตุเศร้าสลดเพราะเงินหมดในวัยเกษียณครับ
คงเป็นเรื่องดีหากเรารู้ว่า “ควรมีเงินก้อนเท่าไหร่” จึงจะพอใช้ในยามเกษียณ เพื่ออย่างน้อยเราจะได้กระตือรือร้นมากขึ้นหากจำนวนเงินยังไม่ถึงเป้าหมาย หรือวางแผนการเงินด้านอื่นๆ ได้ดีขึ้นหากมีแนวโน้มว่าจะออมเงินได้เพียงพอ เมื่อปลายปีที่แล้วเราได้ร่วมกับบริษัทวิจัยแห่งหนึ่งสำรวจว่าคนอายุ 60-70 ปี ใช้จ่ายกี่บาทต่อเดือนในปัจจุบันและพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน ผลออกมาก็คือผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 1.1 หมื่นบาท (ขณะที่คนวัยทำงานอายุ 40-59 ปี ใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 1.9 หมื่นบาท) และพึงพอใจระดับปานกลางค่อนข้างสูง
ทางเราได้ทำแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าหากจะทำให้เรารู้สึกพอใจอย่างดียิ่งแล้ว ควรจะเผื่อเงินเพิ่มขึ้นเป็นเพื่อการใช้จ่ายเดือนละ 1.5-2.5 หมื่นบาท (มูลค่าใจปัจจุบัน)ดังนั้นหากต้องการมีเงินพอใช้เป็นเวลาสัก 20 ปีหลังเกษียณก็ควรมีสินทรัพย์รองรับไว้สัก 5-8 ล้านบาท นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มเติมอีก 1-2 ล้านบาท เผื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล ดังนั้นโดยรวมแล้วเป้าหมายของเราคือการมีเงินให้ได้จำนวน 6-10 ล้านบาท ณ วันเกษียณนั่นเอง
คำถามต่อมาคือแล้วจะทำอย่างไรให้เรามีเงินเพียงพอในระดับดังกล่าว หากดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะยากอะไร เพราะถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาทำงานเป็นเวลา 30 ปี เก็บเงินเดือนละสองหมื่นกว่าๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะใช้ชีวิตได้อย่างเพียงพอ
แต่ในความเป็นจริงแล้วตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีของการทำงาน เราไม่ได้เก็บเงินเพื่อใช้หลังเกษียณอย่างเดียวเป็นแน่ เหตุจำเป็นใช้เงินก็มีมากมายทั้งซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน ส่งลูกเรียนหนังสือ ไปเที่ยวหาประสบการณ์ต่างประเทศ ฯลฯ เรื่องนี้จึงประมาทไม่ได้ ดังนั้นคำแนะนำคือ “ไม่ใช่แค่ออม แต่ต้องหาเพิ่ม”
เรื่องนี้อันนี้สำคัญ เพราะการออมเก่งสำคัญก็จริง แต่การหาเงินเก่งก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเทียบกันระหว่างคนรายได้สักสองหมื่นบาทต่อเดือนจะอดออมเก็บเงินสักครึ่งหนึ่งของเงินเดือนแล้ว ก็ยังสู้คนรายได้เดือนละแสนที่เก็บออมแค่ร้อยละยี่สิบไม่ได้ วิธีในการหาเพิ่มนั้นมีหลายรูปแบบ เรื่องที่เราเน้นบ่อยๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนก็คือ “การหาอาชีพเสริม”
หลักการเลือกเบื้องต้นคือควรเลือกอาชีพเสริมให้เหมาะกับจริตของเรา เช่น คนที่ชอบเข้าสังคมและตัวเองบุคลิกดีมีความน่าเชื่อถือก็เลือกการเป็นนายหน้าขายประกันชีวิตหรือสินค้าอุปโภคบริโภค คนที่เก่งด้านการแปลงของยากเป็นของง่าย รวมทั้งน้ำเสียงนุ่มนวลก็อาจเหมาะเป็นวิทยากรหรืออาจารย์ ส่วนคนที่ชอบติดตามสินค้าอินเทรนด์ก็น่าจะลองแปลงออกมาเป็นอาชีพการขายของผ่านช่องทางออนไลน์ดู
ทั้งนี้ หากจะเริ่มต้นใหม่ๆ แนะนำว่าหาอาชีพเสริมที่ไม่ต้องใช้เงินทุนเยอะ คือให้ใช้ทักษะความสามารถของตัวเราเองเป็นทุนจะดีกว่า นอกจากนี้การมีอาชีพเสริมยังเป็นวิธีที่ดีสำหรับคนที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเองในอนาคตด้วยการเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองทำ หาสูตรการทำอาชีพที่เหมาะกับตัวเรา และเมื่อพร้อมถึงค่อยตัดสินใจว่าจะทำอาชีพหลักควบคู่ไปหรือลาออกมาทำสิ่งที่เคยเป็นอาชีพเสริมอย่างเต็มตัว แต่สิ่งที่สำคัญสุดในเรื่องอาชีพเสริมคือ การเริ่มต้นลงมือทำ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น รวมทั้งต้องมีพลังใจอย่างแรงกล้า เพราะการมีอาชีพเสริมนี้ต้องทำงานหนักขึ้นพอควร
ประการต่อมาคือ “เอาเงินไปต่อเงิน” เทคนิคนี้คือการสร้าง Passive Income หรือรายได้ที่เกิดขึ้นแม้เราไม่ได้ทำงาน หลักการคือเรามุ่งสะสมทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม พันธบัตร หุ้น หรือการซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อปล่อยเช่า เพื่อให้ทรัพย์สินเหล่านี้ช่วยเราหารายได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับท่านที่ทำงานกับนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว แนะนำให้ “สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” เพราะเงินที่บริษัทหักออกจากเงินเดือนของเราในแต่ละเดือนนั้นไม่ได้ไปไหน แต่จะอยู่ในบัญชีกองทุนที่ช่วยเราเก็บสะสมในแต่ละเดือน โดยกฎหมายให้สิทธิประโยชน์ด้วยการนำจำนวนเงินที่สะสมจริงนั้นไปขอหักลดหย่อนภาษีได้
นอกจากนี้นายจ้างยังจะให้ “เงินสมทบ” กับเราอีกก้อนหนึ่ง (ในปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้นายจ้างสมทบเงินอีกก้อนหนึ่งไม่น้อยกว่าจำนวนที่เราสะสมเข้ากองทุนในแต่ละเดือน) แปลว่าเราออกเองส่วนหนึ่งนั้น นอกจากจะได้ลดภาษีแล้วก็จะได้เงินเพิ่มจากนายจ้างด้วย
นอกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วก็ควรไปเปิดบัญชีเพื่อซื้อกองทุนรวม หลายท่านไม่กล้าซื้อกองทุนรวมด้วยเหตุที่ “กลัวว่าเงินต้นจะหาย” แต่อยากให้ตระหนักว่า การไม่เสี่ยง (เรื่องการลงทุน) ถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง
กองทุนรวมก็มีหลากหลายประเภท ตัวที่เสี่ยงต่ำสุดก็มีเรียกว่า “กองทุนรวมตลาดเงิน” หรือ Money Market Fund ซึ่งจะนำเงินเราไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรและหุ้นกู้ที่มีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี
ในทางทฤษฎีแล้วกองทุนพวกนี้อาจขาดทุนได้ แต่ในทางปฏิบัติหากเราเลือกกองทุนที่ลงทุนเฉพาะตราสารที่ออกโดยภาครัฐ ก็จะลดโอกาสที่เราจะขาดทุนได้
อย่างไรก็ดี กองทุนแบบนี้ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างรายได้ให้เราเท่าใดนัก เนื่องจากผลตอบแทนมัก “น้อยกว่าเงินเฟ้อ” กล่าวคือให้ผลตอบแทนประมาณร้อยละ 1.5-2 ต่อปี เทียบกับเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3 ต่อปี แปลว่าเงินเรายังคงมีโอกาสด้อยค่าลงได้
ดังนั้น เมื่อเราเริ่มคุ้นเคยกับคำว่ากองทุนรวมแบบเสี่ยงต่ำนี้แล้ว แนะนำให้ลองแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นหรือเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อหุ้นรายตัว เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อ







