posttoday
ผ่าความคิดกัมพูชา เข้าใจหัวอกแรงงานข้ามชาติ

ผ่าความคิดกัมพูชา เข้าใจหัวอกแรงงานข้ามชาติ

22 กรกฎาคม 2558

ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน ซึ่งการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นนั้น จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็มีความแตกต่างทั้งในด้านการใช้ภาษาและชีวิตความเป็นอยู่

สุมาลี ไชยศุภรากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน หัวข้อ “ความเข้าใจเรื่องแรงงานย้ายถิ่นกัมพูชาในสังคมไทย” ว่า การย้ายถิ่นของแรงงานออกนอกประเทศกัมพูชา เป็นการย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะประเทศไทย และมีแรงงานส่วนน้อยไปทำงานในมาเลเซียและเกาหลีใต้  และคาดว่าแรงงานย้ายถิ่นมาเมืองไทยจะมีจำนวนมากขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับสูง ทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการมาก จึงต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น

“ในกัมพูชาการย้ายถิ่นที่เห็นกันทั่วไป คือ ส่งลูกชายคนโตมาทำงานในเมืองไทย ส่งลูกสาวคนโตไปทำงานในกรุงพนมเปญ ส่วนลูกคนรองๆ จะให้เรียนหนังสือ โดยมีพ่อแม่อยู่บ้านดูแลลูกๆ ที่ไม่ได้ย้ายถิ่น  คนย้ายถิ่นเป็นคนวัยรุ่นหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยแรงงาน เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาต่ำ” สุมาลี แจกแจง

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อการย้ายถิ่น จะเป็นเงินที่แรงงานหามาเอง อาจจะขอหรือขอยืมจากญาติ โดย 75% ของผู้ย้ายถิ่นไม่ได้จ่ายเงินค่าเดินทางทันที และ 44% จ่ายเงินให้นายหน้ามากที่สุด

ขณะที่การส่งเงินกลับบ้าน เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้จดทะเบียนจึงได้ค่าจ้างต่ำ และต่ำกว่าแรงงานไทย แรงงานจึงส่งเงินกลับบ้านได้น้อย แต่ต้องเสียค่าบริการสูง ซึ่งค่าบริการส่งเงินกลับบ้านขึ้นอยู่กับนายหน้าและระยะทางของผู้รับในเขตชนบท ค่าบริการอาจสูงถึง 30% ของจำนวนเงินที่ส่งกลับบ้าน

“แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่จะประหยัด อดออม เพราะอยากส่งเงินกลับบ้าน แรงงานกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับเครือญาติ เครือข่ายนายหน้ามากที่สุด เพราะต้องพึ่งพิงกัน ไปไหนไปด้วยกัน ถ้าย้ายงานจะย้ายเป็นกลุ่ม ไม่ย้ายเดี่ยว จะย้ายตามกลุ่มเครือญาติ หรือเครือข่าย” สุมาลี อธิบาย

นรเศรษฐ์ พิสิฐพันพร อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทและเอก สาขาวิชาภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ธรรมชาติของคนกัมพูชาจะไม่ไว้ใจใคร ซึ่งเป็นผลจากประวัติศาสตร์ที่สอนว่าจะไว้ใจใครไม่ได้ แต่หากชาวกัมพูชารักหรือชอบใครแล้ว ก็จะภักดีกับคนคนนั้นมาก

ขณะเดียวกัน สังคมชาวกัมพูชาจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงมาก และมีความเชื่อว่าผู้ชายกับผู้หญิงห้ามอยู่ใกล้กัน ผู้ประกอบการโรงงานจึงต้องระวังและจัดการความเป็นอยู่ของแรงงานให้เหมาะสม เช่น การแยกพื้นที่กันทำงาน หรือแยกพื้นที่พักอาศัย

นอกจากนี้ สังคมกัมพูชาจะเชื่อบาปบุญ เช่น หากถูกถอดจากตำแหน่งจะคิดว่าสิ้นบุญ ไม่ได้โทษว่าเป็นความผิดใคร และเป็นสังคมที่รักษาหน้าคน เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับใครจะดีกับคนนั้น เป็นการเอาตัวรอดวิธีหนึ่งในสังคม ซึ่งคนที่ทำงานร่วมกันจะต้องเข้าใจ

“คนกัมพูชามีความคิดเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งหากเราไม่เข้าใจจะตามไม่ทัน สิ่งที่จะทำให้เข้าใจกันมากที่สุด คือ พูดคุยกันด้วยเหตุผล ใช้คำพูดที่ดียกย่อง เพื่อให้เกิดไมตรีจิตต่อกัน” นรเศรษฐ์ กล่าว

อรนุช ผการัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินทรา แม่โขง ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันกัมพูชามีกลุ่มคนที่อยู่ในระดับชนชั้นกลางมากขึ้น คนมีกำลังซื้อ ซึ่งคนกัมพูชาเป็นพวกสุขนิยม หากมีเงินจะใช้จ่ายโดยไม่ได้วางแผน

การทำงานกับคนกัมพูชาไม่ควรสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้เหตุผลประกอบด้วยว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น  ซึ่งคนกัมพูชาพร้อมจะเข้าใจและปฏิบัติตาม

ขณะเดียวกัน เมื่อทำงานร่วมกันแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการพูดหรือแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นอ่อนไหวอย่างการเมือง การวางตัวเป็นกลางน่าจะทำให้อยู่ร่วมกันได้ดีที่สุด อรนุช ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ