
‘อุ้มแล้ง’เฉพาะกิจ ผันเงินลงนา-ดึงน้ำเหมืองทำเกษตร
สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เรียกได้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบกึ่งศตวรรษ และไม่ใช่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่มีเค้าลางตั้งแต่ปลายปี 2557 แล้ว
สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เรียกได้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบกึ่งศตวรรษ และไม่ใช่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด แต่มีเค้าลางตั้งแต่ปลายปี 2557 แล้ว
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะตอบสนองต่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอ เพราะผลกระทบภัยแล้งรุนแรงกว่าที่คาด
เพราะเมื่อพิจารณามติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับมาตรการแก้ปัญหาผลกระทบภัยแล้ง พบว่า ครม.มีมติอนุมัติเพียง 2 มาตรการ วงเงิน 5,550 ล้านบาท
คือ 1.มติ ครม.วันที่ 14 ต.ค. 2557 ที่อนุมัติงบ 2,377 ล้านบาท สำหรับแก้ปัญหาผลกระทบภัยแล้ง ปี 2557/2558 ซึ่งมีมาตรการหลัก เช่น การจ้างงาน 300 บาท/วัน เพื่อซ่อมคูคลองในฤดูแล้ง อบรม และสนับสนุนปัจจัยการผลิต อาทิ พืชตระกูลถั่วและพืชปุ๋ยสด และ 2.มติ ครม.วันที่ 27 ม.ค. 2558 ที่อนุมัติงบ 3,173 ล้านบาท สำหรับในการดำเนินการโครงการสร้าง
รายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งในจังหวัดที่มีปัญหาภัยแล้งใน 53 จังหวัด หรือโครงการ 1 ตำบล 1 ล้านบาท
แต่ปรากฏว่าเงินกว่า 7.82 หมื่นล้านบาท จมไปกับโครงการกู้เงินเพื่อลงทุนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ และระบบการขนส่งระยะเร่งด่วน ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2558 โดยเฉพาะการกู้เงินลงทุนระบบน้ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการกู้เงินลงทุนไปแล้วเกือบ 50%
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากงบลงทุนปี 2558 ที่คาดว่าจะมีโครงการที่ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันไม่ทันวันที่ 31 ก.ค. 2558 อย่างน้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ที่จะถูกยึดคืนมาเพื่อจัดสรรในโครงการช่วยเหลือผลกระทบภัยแล้ง และงบปี 2558 ในหมวดงบกลางรายการสำรองจ่ายฉุกเฉินและจำเป็นที่ยังไม่มีการผูกพันอีกกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท
จึงเท่ากับว่ารัฐบาลมีงบเพียงพอสำหรับแก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้าไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท
ล่าสุดหน่วยงานต่างๆ อยู่ระหว่างจัดเตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งระยะเร่งด่วน ก่อนเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติภายใน 1-2 สัปดาห์นี้
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในส่วนมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือชาวนาที่มีปัญหาหนี้สิน ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ไปหารือกับสหกรณ์ที่เป็นนิติบุคคล เพื่อผ่อนผันระยะเวลาการชำระหนี้สินให้กับเกษตรกรที่เดือดร้อนให้มากที่สุด และหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ช่วยดูแลภาระหนี้สินให้เกษตรกรลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในขณะนี้
กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขอรับจัดสรรงบ 1,427 ล้านบาท เพื่อช่วยดูแลผลกระทบภัยแล้ง เช่น โครงการปรับโครงสร้างการผลิตในพื้นที่เขตชลประทานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 493 ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรครัวเรือนละไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อปลูกพืชอื่นๆ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเขียว และพืชผัก โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ย 3% พื้นที่เป้าหมาย 1.45 ล้านไร่ 1.24 แสนครัวเรือน
และการจัดสรรเงินให้อำเภอทั่วประเทศ 877 อำเภอ อำเภอละ 1 ล้านบาท เป็นเงินรวม 877 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งอาหารชุมชน สร้างรายได้ และพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง เป็นต้น
ขณะที่ สุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า จะเสนอเรื่องให้ รมว.อุตสาหกรรม และ ครม.อนุมัติให้สูบน้ำจากขุมเหมืองเก่ามาใช้ทำการเกษตรในช่วงภัยแล้ง ล่าสุดได้ประสานงานไปยังผู้ประกอบการเหมืองต่างๆ พบว่ามีน้ำที่จะสูบมาใช้ได้ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยแหล่งน้ำทั้งหมดมาจากเหมืองหิน เหมืองยิปซัม และเหมืองแบไรต์ ซึ่งไม่มีสารโลหะหนักที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค
“น้ำในขุมเหมืองอยู่ในภาคเหนือมากที่สุด 150 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบคุณภาพน้ำเบื้องต้นว่าคุณภาพน้ำเหมาะแก่การอุปโภคบริโภคในลักษณะไหน โดยส่วนมากเหมาะที่จะนำไปใช้ในภาคการเกษตรมากที่สุด” สุรพงษ์ กล่าว
สอดคล้องกับ ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ได้รับการติดต่อจากเจ้าของเหมืองและบ่อทรายในพื้นที่ภาคกลางว่ายินดีจะให้ราชการสูบน้ำที่ขังในเหมืองไปใช้ในภาคเกษตรได้ แต่รัฐต้องนำเครื่องสูบน้ำมาเอง โดยเบื้องต้นพบว่าปริมาณน้ำรวมกันเกือบ 1,000 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 1 อ่างเลยทีเดียว แต่ก่อนจะนำน้ำไปใช้จะต้องตรวจคุณภาพน้ำก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่
ปัญหาขณะนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลไม่มีเงิน ไม่มีเครื่องมือ แต่อยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะกล้าเติมเงินเพื่อใช้ในมาตรการบรรเทาปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้าหรือไม่







