
กำไรบจ.ชี้ทิศหุ้น
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต จำกัด (มหาชน)
ช่วง 3 สัปดาห์ข้างหน้า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้น จะรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 นอกจากนั้นส่วนหนึ่งจะส่งสัญญาณแนวโน้มผลดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยแผ่วลง และมีแนวโน้มยืดเยื้อข้ามปี จึงมีความเสี่ยงด้านลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัททั่วไป ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับลดประมาณการกำไรและมูลค่าพื้นฐานรายหุ้นรายหมวดธุรกิจ หรือแม้กระทั่งตลาดในภาพรวมอีกระลอก เหมือนที่ได้เกิดขึ้นแล้วกับหุ้นกลุ่มธนาคารที่ส่งสัญญาณลบก่อนกลุ่มอื่น และราคาหุ้นธนาคารได้ตอบรับข่าวลบล่วงหน้าไปแล้ว
ล่าสุดมีการประเมินว่า ภัยแล้งอาจกระทบ GDP ปีนี้ราว 0.1-0.5% และมีความเสี่ยงจะยืดเยื้อไปในปี 2559 ซึ่งจะซ้ำเติมกำลังซื้อรากหญ้าที่อ่อนแออยู่แล้ว ธุรกิจที่พึ่งพิงกลุ่มรากหญ้าคงต้องเหนื่อยหนักกับการบริหารจัดการความเสี่ยงนี้
นอกจากนั้น การส่งออกยังส่อหดตัวเป็นปีที่ 3 จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวล่าช้า โดยเฉพาะจีนและยูโรโซน ขณะที่โครงการลงทุนภาครัฐยังคงล่าช้า เศรษฐกิจไทยปีนี้จึงดูเสี่ยงที่จะโตไม่ถึง 3% กำลังซื้อในประเทศที่แนวโน้มซึมยาว และการส่งออกที่หดตัวจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร
อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยบวกที่จะช่วยพยุงตลาดหุ้น ประการแรก สภาพคล่องยังคงท่วมระบบการเงินทั้งไทยและเทศ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยกเว้นเฟดยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อประคองเศรษฐกิจ ผลตอบแทนของเงินฝากและตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำผิดปกติ จูงใจให้กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงปรับฐาน
ประการที่ 2 เรากำลังเข้าสู่ช่วงประกาศจ่ายเงินปันผลงวดกลางปี หุ้นจำนวนมากให้ปันผลสูงเกิน 4% ต่อปี และมีจำนวนไม่น้อยที่ให้เกิน 5% เช่น INTUCH, ADVANC ขณะที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีกระแสเงินจากการดำเนินงานมีความมั่นคงสูง สามารถจ่ายปันผลระยะยาวได้ 6-8% หุ้นปันผลและกองทุนรวมเหล่านี้จึงกลายเป็นทางเลือกในยุคดอกเบี้ยต่ำ
ประการที่ 3 ทางการไทยได้ปรับนโยบายการเงิน การคลัง และค่าเงินในทิศทางเดียวกันแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุดเงินบาทอ่อนยืนเหนือ 34 บาท/เหรียญสหรัฐแล้ว และแนวโน้มอ่อนต่อ ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคับประคองภาค
ส่งออก ขณะที่การลงทุนภาครัฐจะค่อยๆ เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
ประการที่ 4 ภาคท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน จึงส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การปรับฐานของราคาหุ้นซึ่งอาจเกิดจากความกังวลเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน โรคระบาด จะเป็นโอกาสในการทยอยซื้อ ภาคท่องเที่ยวเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในภาพรวมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การบูมของสายการบินต้นทุนต่ำ การเติบโตของชนชั้นกลางโดยเฉพาะจีน อินเดีย รัสเซีย ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ทำงานไป เที่ยวไปไม่รอเกษียณ ปัจจุบันภาคท่องเที่ยวนำเงินตราเข้าประเทศทะลุ 10% ของ GDP ไปแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ดี ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยภาคการส่งออกที่หดตัว เนื่องจากการส่งออกสินค้าสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 60% ของ GDP
ตลาดหุ้นไทยซึมซับปัจจัยเสี่ยงภายนอกไปมากแล้ว ช่วง 3 สัปดาห์ข้างหน้า ต้องกลับมาดูแนวโน้มกำไร บจ. ภาพรวมกำไรอาจไม่ค่อยดี แต่ต้องดูเทียบกับสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ กรณีได้ซึมซับข่าวลบล่วงหน้าไปแล้ว เช่น หุ้นธนาคาร หากราคาหุ้นย่อเพิ่มเติมจากเรื่องนี้จะเป็นโอกาสซื้อ กรณีที่ออกมาแย่เกินคาดจะตามด้วยการปรับลดประมาณการ ราคาหุ้นเสี่ยงถอยหลัง ให้ดึงจังหวะซื้อ รอให้แรงขายสะเด็ดน้ำก่อน
แม้ภาพตลาดหุ้นไม่สดใส อย่างไรก็ดี ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นรายตัวตามแนวรับ 1,470 จุด ขณะที่มีแนวต้านอยู่ที่ 1,490-1,495 จุด หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มรับเหมาฯ (CK, STEC, SEAFCO) มือถือที่ปันผลสูง (ADVANC, INTUCH) ท่องเที่ยว (AOT) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TRUEIF, BTSGIF) เป็นต้น
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







