
PTTGCจัดธุรกิจกรีนเข้าตลาด
ทีที โกลบอลฯ เล็งแยกธุรกิจกรีนในเครือ 5 บริษัทระดมทุนขายไอพีโอ อนาคตสดใส
ทีที โกลบอลฯ เล็งแยกธุรกิจกรีนในเครือ 5 บริษัทระดมทุนขายไอพีโอ อนาคตสดใส
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการจัดกลุ่มบริษัทย่อย ซึ่งดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (กรีน) ที่ปัจจุบันมีประมาณ 4-5 บริษัท อาทิ Vencorex Holding, NatureWorks LLC, Emery และ Myriant Corporation ที่ทำธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ เม็ดไบโอพลาสติกไบโอดีเซล สารเคมีที่ใช้ในขบวนการผลิตสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้
บริษัทจัดหมวดหมู่ในแต่ละธุรกิจให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะธุรกิจกรีนที่บริษัททำอยู่ในหลายผลิตภัณฑ์และยังเป็นผู้นำของโลก นอกจากนี้ธุรกิจกรีนถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตสูงทั้งในด้านกำไรและรายได้ สอดคล้องแนวโน้มกระแสของโลกที่หันมาใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อมจากสภาวะโลกที่ร้อนขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มราคาพลังงานของโลกในระยะยาวมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์กรีนให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต
“ตอนนี้กำลังจัดระเบียบในบ้าน ศึกษาจัดกลุ่มธุรกิจกรีนที่เชื่อมโยงกันออกมาให้ชัดเจนขึ้นจะทำให้เร็วที่สุด และสอดคล้องกับนโยบายของกลุ่ม ปตท. เพราะธุรกิจนี้ไทยมีศักยภาพสูง พื้นฐานเป็นประเทศกสิกรรมทั้งพื้นที่เพาะปลูก เทคโนโลยี และยังสร้างความยั่งยืนให้ประเทศ มีโอกาสที่จะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต จึงเชื่อว่านักลงทุนจะให้มูลค่าที่ดี” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว
นายปฏิภาณ สุคนธมาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการศึกษาจัดโครงสร้างภายในของธุรกิจกรีนของบริษัทย่อย อาทิ ธุรกิจพลังงานทดแทนไอโอฟิล ซึ่งมีผลิตภัณฑ์คือ น้ำมันไบโอดีเซล ธุรกิจไบโอเคมิคอลที่ลงทุนในประเทศมาเลเซีย ธุรกิจไอโอพลาสติกที่ลงทุนในสหรัฐ
ปัจจุบันเฉพาะกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลสามารถทำกำไรได้ถึงประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี ขณะที่ธุรกิจไบโอเคมิคอลและไบโอพลาสติก เริ่มถึงจุดคุ้มทุน ดังนั้นยังต้องใช้เวลาศึกษาว่า
รูปแบบ ในการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่เหมาะสม ว่าจะแยกเฉพาะธุรกิจทำไอพีโอกับน้ำมันไบโอดีเซลก่อนหรือทำพร้อมธุรกิจอื่นๆ
“กำลังศึกษาดูรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้ธุรกิจกรีนเชื่อมโยงให้เป็นภาพรวมเดียวกันทั้งหมด เพราะบริษัทย่อยแต่ละแห่งยังอยู่ในช่วงธุรกิจที่ต่างกัน บางแห่งทำกำไรเติบโตได้ดีแล้ว ส่วนบางแห่งเพิ่งจะถึงจุดคุ้มทุน แต่ในอนาคตมีโอกาสเติบโตสูง รวมถึงแผนลงทุนในอนาคตที่ต้องเน้นการวิจัยและพัฒนา รวมถึงพิจารณาสัดส่วนที่จัดสรรไอพีโอให้นักลงทุนกลุ่มต่างๆ ส่วนที่ปรึกษาทางการเงินอยู่ระหว่างการพิจารณา” นายปฏิภาณ กล่าว
แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจวาณิชธนกิจ เปิดเผยว่า ดีลการจัดโครงสร้างธุรกิจ เพื่อศึกษาทำไอพีโอของบริษัทย่อยในเครือของ PTTGC ขณะนี้มีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เป็นผู้ศึกษาความเป็นไปได้ของดีล จึงมีโอกาสที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักกลุ่มปิโตรเคมีน้อยกว่าตลาด แต่คาดว่าแนวโน้มกำไรกลุ่มในงวดไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นจากงวดไตรมาสแรก โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจปิโตรเคมีเป็นหลัก ตามส่วนต่าง (สเปรด) ผลิตภัณฑ์ทุกสายการผลิตทั้งโอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ และ PET ที่พลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความโดดเด่นสุดจะต้องยกให้ PTTGC และบริษัทไออาร์พีซี (IRPC ) เพราะรายได้หลักอิงกับธุรกิจปิโตรเคมีในสัดส่วน 75% และ 65% ตามลำดับ ที่จะได้รับอานิสงส์จากทั้งสเปรดกลุ่มโอเลฟินส์ที่กลับมายืนในระดับ 800 เหรียญสหรัฐ/ตันอีกครั้ง สำหรับเม็ดพลาสติก HDPE, LDPE ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก รวมถึงสเปรดผลิตภัณฑ์ขั้นปลายชนิดพิเศษที่ยังเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้คาดการณ์กำไรสุทธิของ PTTGC และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส ( IVL) ในไตรมาส 2 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 42.1% และ 12 เท่าตัว จากงวดก่อนหน้า มาอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และ 3,000 ล้านบาท ตามลำดับ







