
เอเชียนไฟย์โตซูติคอลส์ จิ๋วแต่แจ๋ว
ถือเป็นความสำเร็จในอีกขั้นของบริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ (APCO)
โดย...ยินดี เรืองดิษฐ์
ถือเป็นความสำเร็จในอีกขั้นของบริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ (APCO) ผู้นำในธุรกิจนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงามด้วยการวิจัยพัฒนาและจำหน่ายครบวงจร ที่ล่าสุดทางนิตยสารฟอร์บส์เอเชียได้ประกาศให้เป็น 1 ใน 200 บริษัทที่ดีที่สุดของบริษัทที่มีรายได้ตั้งแต่ 50-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งผลของการถูกเข้าไปอยู่ 1 ใน 200 ของฟอร์บส์ ทำให้ APCO เป็นที่รู้จักและอยู่ในสายตาของนักลงทุนพิเชษฐ์ วิริยะจิตตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ APCO กล่าวว่า การก้าวไปติดอันดับในฟอร์บส์ตอกย้ำแนวคิดของการทำงานวิจัยเพื่อดำเนินธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าให้เป็นที่ประจักษ์ได้
พิเชษฐ์ กล่าวว่า APCO ติดอันดับในนิตยสารฟอร์บส์นั้นเพราะกิจการของบริษัทถือว่าเป็นกิจการในแนวนวัตกรรมและถือเป็นบริษัทเพียงแห่งเดียวในตลาดหุ้นไทยที่นำผลงานทางด้านวิจัยที่สกัดมาจากธรรมชาติ เช่น มังคุด มาสู่การออกผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อสุขภาพและประสบการณ์ผู้ที่เป็นนักวิจัยมากว่า 38 ปี ร่วมกับทีมงานที่แต่ละคนมีประสบการณ์เกิน 20 ปี ก็จะยิ่งเป็นการทำให้เห็นว่าการทำธุรกิจในด้านนวัตกรรมนั้นต้นทุนไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ผลของธุรกิจที่เกิดขึ้นนับเป็นกำไร
APCO มีเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างสม่่ำเสมอปีละ 30%
บริษัทนับเป็นบริษัทที่เล็กที่สุดที่ติดอันดับในครั้งนี้จากอัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัทที่มีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ตั้งแต่ปี 2554 หรือกว่า 4 ปี ที่สามารถสร้างผลเติบโตทั้งในด้านของรายได้และกำไรที่โตต่อเนื่องมาทุกปีและสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นเกิน 2 เท่าตัว
รายได้ปี 2554 เท่ากับ 295.09 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 50.16 ล้านบาท ปี 2555 มีรายได้ 286 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 55 ล้านบาท ในปี 2556 มีรายได้ 349 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 79 ล้านบาท และปี 2557 มีรายได้ 426 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 119 ล้านบาท
ไตรมาสแรก ปี 2558 มีรายได้ 98.02 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 22.17 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นว่ากำไรสุทธิของบริษัทเติบโตดีมาก และก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทก้าวขึ้นไปติด 1 ใน 200 ของนิตยสารฟอร์บส์
ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2554 อยู่ที่ 13.5% ขึ้นมาอยู่ที่ 14.88% ในปี 2555 ที่ 20.17% ในปี 2556 และ 25.84% ในปี 2557 และ 29.05% สิ้นไตรมาสแรก ปี 2558 นอกจากนี้ในการดำเนินธุรกิจยังยึดหลักความโปร่งใสและการมีธรรมาภิบาลที่ดีอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
“การก้าวขึ้นติดอันดับในฟอร์บส์ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้บริษัทลำบากเพราะจะต้องตั้งใจและทำธุรกิจให้เติบโตให้ดี แต่ในภาวะอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเพราะเศรษฐกิจหดตัวประชาชนมีกำลังซื้อที่ลดลงและจะซื้อของที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดก่อนแต่บริษัทก็จะต้องพยายามในการทำธุรกิจให้เติบโตด้วยการออกไปในหลายช่องทางทั้งการออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศแต่เศรษฐกิจต่างประเทศก็เจอปัญหาอีกเช่นกัน”
ดังนั้น บริษัทจะใช้เวลาที่เศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หดตัวมุ่งเน้นในการพัฒนาและวิจัยก็จะไม่หยุดนิ่งและเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทก็จะใช้ช่วงวิกฤตนี้ทำการศึกษาและวิจัยเพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการดำเนินที่จะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่และเมื่อเศรษฐกิจและทุกอย่างกลับมาก็จะทำให้บริษัทสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นแน่นอนและ APCO จะเป็นบริษัทแรกที่กลับมาโต
บริษัทได้มีการประกาศงานวิจัยใหม่ เพื่อใช้สำหรับการสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านการติดเชื้อจากแบคทีเรีย รา และไวรัส เป็นนวัตกรรมใหม่ด้านสุขภาพที่จะช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว Th17 ให้สร้างภูมิต้านทานป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อทั้งสามประเภท ซึ่งถือได้ว่าเป็นวัคซีนแคปซูลผลิตจากพืชกินได้ สร้างภูมิต้านการติดเชื้อได้หลากหลายชนิดที่มีสารเสริมฤทธิ์กันของสารสกัดพิเศษจากมังคุด งาดำ ฝรั่ง ถั่วเหลือง และบัวบก ซึ่งบริษัทจะนำงานวิจัยดังกล่าวออกเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยจะมีการแนะนำผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพต่อไป
“ในช่วงก่อนหน้านี้ APCO ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสเมอร์ส สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย และสำหรับยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และอยู่ระหว่างการพัฒนางานวิจัยใหม่ เพื่อใช้สร้างภูมิสมดุลที่ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีปัญหาสุขภาวะของสายตา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในช่วงไตรมาส 3 นี้ ดังนั้นในช่วงต่อจากนี้จะเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านสุขภาพของ APCO ทยอยออกมามากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีปัญหาสุขภาพได้อย่างครบวงจร”
สำหรับผลดำเนินงานในปีนี้นั้น ท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ แต่ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายแต่อย่างใด จากเดิมที่คาดหวังว่าปีนี้กำไรจะเติบโตขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 2 เท่าตัว และยังคาดหวังว่าในช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์น่าจะกลับมาดีโดยเฉพาะการที่บริษัทได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเข้าไปสู่ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเพิ่มขึ้น ซึ่งการกระจายช่องทางการจำหน่ายออกไปก็เพื่อกระจายความเสี่ยงเพราะหากเมื่อใดที่ช่องทางหนึ่งตีบตันก็จะขยายเป็นอีกช่องทาง ซึ่งการรุกเข้าสู่ตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เป็นการขายสินค้าออนไลน์ทั่วโลก และมีการคาดหมายรายได้ราว 40-50 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าบางส่วนจะมีรายได้เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป และต่อเนื่องไปยังไตรมาส 4 จึงทำให้บริษัทยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน หากแผนการขายหุ้นเพิ่มทุน PO ให้ผู้มีอุปการคุณที่ซื้อผลิตภัณฑ์ APCO ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-18 พ.ย. 2558 จะทำให้บริษัทมีกำไรจากการขายสินค้าเพิ่มเข้ามาอีก 175 ล้านบาท โดยบริษัทจะจัดสรรหุ้นแบบ PO จำนวน 250 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท ซึ่งผู้ซื้อสินค้าได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนในอัตราส่วนทุกๆ การซื้อ 1 บาทต่อ 1 หุ้น พร้อมจัดสรรหุ้นสมนาคุณเพิ่มให้อีก 5% จากส่วนที่ได้รับการจัดสรร โดยคาดว่าจะมีการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวในวันที่ 19-26 พ.ย. 2558 ซึ่งจะกำหนดราคาใช้สิทธิย้อนหลัง 7 วันทำการ ณ วันขายหุ้นโดยหลังจากการขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวแล้วบริษัทจะยื่นขอตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อย้ายเข้าซื้อขายในกระดาน ตลท. พร้อมตั้งเป้าติด SET100 ทันที โดยเชื่อว่าการมุ่งหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องจะทำให้คุณสมบัติ APCO ผ่านเกณฑ์ SET100 อย่างแน่นอน
บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว จำนวนหุ้นชำระแล้ว 2,745 ล้านหุ้น มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 6,918.34 ล้านบาท โดยหลังจากการเพิ่มทุน PO จะมีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น 2,995 ล้านหุ้น ขณะที่ปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในลำดับสุดท้ายของ SET100 มีมาร์เก็ตแคป 3 หมื่นล้านบาท







