posttoday
ยกเครื่องรัฐวิสาหกิจ

ยกเครื่องรัฐวิสาหกิจ

18 กรกฎาคม 2558

เงื้อง่าราคาแพงมานานร่วม 1 ปี ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

เงื้อง่าราคาแพงมานานร่วม 1 ปี ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน กุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นเลขานุการ ก็มีมติเดินเครื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มีทรัพย์สินกว่า 12 ล้านล้านบาท มีงบลงทุนปีละ 3-3.5 แสนล้านบาท เกือบเท่ากับงบลงทุนของรัฐบาลในแต่ละปี

มติครั้งนี้มี 3 ประเด็นใหญ่ ที่ถือเป็นการสังคายนารัฐวิสาหกิจทั้งหมด

ประเด็นแรก ซูเปอร์บอร์ดมีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดตั้ง การร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด โดยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่มีบริษัทลูก บริษัทร่วม บริษัทในเครือไปทบทวนสถานภาพการคงอยู่ของบริษัทในเครือทั้งหมด แล้วรายงานให้ซูเปอร์บอร์ดรับทราบใน 3 เดือน

เนื่องจากพบว่าบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ขณะนี้มีอยู่ 120 แห่ง มีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องอยู่ถึง 50% หรือ 60 แห่ง เมื่อทบทวนแล้วหากเห็นว่าจำเป็นต้องคงอยู่แต่ขาดทุนก็ให้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหามาด้วย

นอกจากนี้ กำหนดว่าต่อไปการจัดตั้งบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ จะต้องไม่ดำเนินการในภารกิจหลักของรัฐวิสาหกิจแม่ ไม่มีอำนาจผูกขาด ไม่ใช้สิทธิพิเศษของบริษัทแม่ไปประกอบกิจการที่แข่งขันกับเอกชน

ยกเว้นเพื่อความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคง หรือการให้บริการสาธารณูปโภคแก่ประชาชน

ที่สำคัญ การขออนุมัติจัดตั้งบริษัทลูกใหม่ จะต้องเสนอรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงรับรู้เพื่อเสนอให้ซูเปอร์บอร์ดและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

รัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หากต้องการที่จะตั้งบริษัทลูก บริษัทในเครือ โดยจะถือหุ้นต่ำกว่า 50% และไม่มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ ให้เป็นอำนาจของบอร์ดรัฐวิสาหกิจพิจารณา

มีการขีดเส้นใต้ไว้อีกว่า รัฐวิสาหกิจที่ตั้งบริษัทลูกใหม่จะต้องรายงานผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน และต้องมีตัวชี้วัดในการทำงาน

เรียกได้ว่าเป็นมติที่สกัดการแตกหน่อ เพื่อเลี่ยงการกำกับดูแลของรัฐ แล้วส่งคนไปนั่งบริการ นั่งกินเงินในฐานะกรรมการ เช่น บริษัทลูกของ ปตท. ที่มีกว่า 58 บริษัท บริษัท บัตรกรุงไทย บริษัท แอร์พอร์ตลิงค์ บริษัท ไทย-อะมาดิอุส เซาท์อีสต์เอเชีย บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ส บริษัท นกแอร์ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทลูก บริษัทในเครือเหล่านี้ จะไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลและเลี่ยงการดำเนินงานตามระเบียบวิธีงบประมาณ

ประเด็นที่ 2 ซูเปอร์บอร์ดมีมติให้ปรับลดสิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากบางแห่งยังไม่ได้ปรับลด เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังไม่ได้ลดสวัสดิการตั๋วรถไฟไปทั่วประเทศของบอร์ดทั้งที่บอร์ดแต่ละคนไม่ได้ใช้บริการรถไฟ

ผลของการลดสิทธิประโยชน์ของบอร์ดจะทำให้รัฐวิสาหกิจต้องไปปรับลดสิทธิประโยชน์ในเรื่องการใช้บัตรเครดิตที่ไม่จำกัดวงเงิน การจ่ายโบนัสพิเศษจากการทำงานในแต่ละปีให้กับกรรมการ บางแห่งให้แบ่งปันจากกำไรก่อนหักภาษีปีละหลายร้อยล้านบาทด้วย

นอกจากนี้ ยังให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งไปปรับลดวงเงินบริจาคลงให้ได้ 10% และให้ถือปฏิบัติในปีถัดไป มตินี้จะลดการถลุงเงินของรัฐวิสาหกิจตามใบสั่งของนักการเมือง เช่น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการบริจาคตามฝ่ายการเมืองร้องขอปีละหลายร้อยล้านบาท หรือโรงงานยาสูบที่มีงบกิจกรรมสาธารณะตามใบสั่งที่ค่อนข้างสูง

ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องใหญ่ คือเห็นชอบหลักการ พ.ร.บ.การกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจที่จะมีการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (โฮลดิ้งคอมปานี) ที่จะมีการรับโอนหุ้นจากกระทรวงการคลังมาบริหารให้เกิดดอกผลมากขึ้น แทนที่จะมอบให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงกำกับแล้วใช้เพื่อสนองนโยบายแต่ไร้ประสิทธิภาพการกำกับ

โดยมอบหมายให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อโอนหุ้นของรัฐวิสาหกิจไปยังโฮลดิ้งคอมปานี

นอกจากนี้ ต้องไปวางหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล การสร้างตัววัดประสิทธิภาพ การสรรหากรรมการของโฮลดิ้งคอมปานีที่จะมาดูแลรัฐวิสาหกิจที่ทำเงิน

มีการขีดเส้นให้เสนอ พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ภายในเดือน ส.ค. ก่อนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในเดือน ก.ย.นี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านจะมีการโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น อาทิ 1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) 2.บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) 3.บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) 4.ธนาคารกรุงไทย (KTB) 5.บริษัทไออาร์พีซี (IRPC) 6.บริษัท อสมท (MCOT) 7.บริษัท ปตท. (PTT)

8. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 9.บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 10.บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) 11.บริษัท ไทยออยล์ (TOP) 12.บริษัท อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) ไปให้โฮลดิ้งคอมปานีกำกับดูแลนโยบายการลงทุนและกำหนดแผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นในแต่ละปี

คนร.ยังมอบหมายให้ รฟท.เร่งดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ (แอร์พอร์ต เรล ลิงก์) กับสนามบินดอนเมือง รวมทั้งเร่งรัดการซ่อมบำรุงและจัดหาขบวนรถใหม่ เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน

กุลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า คนร.ได้สั่งการให้ สคร.ไปหารือกับรัฐวิสาหกิจที่ต้องการระดมผ่านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้มีหลายแห่งที่แสดงความสนใจจะจัดตั้งกองทุน โดย สคร.จะเข้าไปคุยในรายละเอียดต่อไป

สำหรับกลุ่มที่มีศักยภาพจะจัดตั้งกองทุน อาทิ กลุ่มโครงการด้านการคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ และการลงทุนด้านโทรคมนาคม ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที โดยสถานการณ์ในปัจจุบันจะพบว่าอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องก็เอื้อต่อการระดมทุน

นี่คือทิศทางใหม่ของรัฐวิสาหกิจไทยขุมทรัพย์ใหญ่ที่ฝ่ายการเมืองเคยล้วงและใช้ประโยชน์ให้เป็นแขนขาจะเดินหน้าต่อไป...

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ