
เอสเอ็มอีมังกรบุกถิ่นลุงแซม
ผู้เชี่ยวชาญชี้รายย่อยจีนมีโอกาสโตในสหรัฐสูงวอนธุรกิจ 2 ชาติร่วมลงทุน
ผู้เชี่ยวชาญชี้รายย่อยจีนมีโอกาสโตในสหรัฐสูงวอนธุรกิจ 2 ชาติร่วมลงทุน
ไมเคิล กอร์ดอน ประธานและประธานบริหาร (ซีอีโอ) ยูเอสเอไชน่า อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป บริษัทประสานการลงทุนให้แก่นักธุรกิจชาวจีนที่ประสงค์ลงทุนในสหรัฐ เปิดเผยว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของจีนควรเข้ามาลงในสหรัฐ โดยไม่ต้องกังวลถึงการแข่งขันสูง
กอร์ดอน ระบุว่า ภาคส่วนที่มีโอกาสในการเติบโตอย่างมาก ได้แก่ ด้านสาธารณสุข เทคโนโลยีสะอาดและการบิน
นอกจากนี้ ประธานคนดังกล่าวเปิดเผยว่า ในปัจจุบันการลงทุนจากจีนในสหรัฐมักมาจากบริษัทเอกชนราว 70% ในขณะที่เมื่อปี 2012 การลงทุนทั้งหมด 80% นั้นมาจากรัฐวิสาหกิจของจีน เนื่องจากนโยบายต่างๆ ของจีนเอื้อแก่การลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจจีนมากขึ้น
“ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเอสเอ็มอี คือ การหาสินเชื่อและในสหรัฐ เรามีเครื่องมือมากมายที่จะจัดหาเงินทุนให้เอสเอ็มอีที่ต้องการขยายตัว” กอร์ดอน กล่าวและระบุว่า นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลและสิ่งแวดล้อมการลงทุนยังเอื้อประโยชน์ให้แก่เอสเอ็มอีจีนอีกด้วย
ในขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจจีนและสหรัฐยังระบุอีกด้วยว่า เอสเอ็มอีในหลายภาคส่วนจากทั้งสองประเทศยังมีช่องทางต่างๆ ให้ร่วมมือกันได้อีกมาก โดยเอสเอ็มอีสามารถช่วยเพิ่มการจ้างงานคิดเป็นสัดส่วน 65% ของการจ้างงานทั้งหมดในแต่ละประเทศ แต่การรวมมือทางธุรกิจของทั้งสองประเทศกลับคิดเป็น 10% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กอร์ดอน ระบุว่า แม้เอสเอ็มอีจีนจะมีโอกาสเติบโตสูง แต่กฎหมายของสหรัฐก็มีข้อจำกัดต่อธุรกิจรายย่อยอยู่เช่นเดียวกัน เช่น การจำกัดให้เอสเอ็มอีจีนต้องลงทุนมากกว่า 5% เมื่อร่วมลงทุนกับบริษัทของสหรัฐ ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติที่แต่ละประเทศย่อมมีข้อจำกัดสำหรับการลงทุนในต่างชาติ
“การเข้าใจว่าเราสามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้างตั้งแต่ต้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาวที่ดี” กอร์ดอน กล่าว
ทั้งนี้ สำนักข่าวไชน่านิวส์ดอทคอม กล่าวว่า ผลสำรวจก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าชาวสหรัฐส่วนใหญ่เห็นจีนเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดต่อสหรัฐ ส่งผลให้สหรัฐมีการระงับการควบรวมกิจการของบริษัทจีนต่อสหรัฐ เช่น การหยุดการควบรวมกิจการของรัฐวิสาหกิจน้ำมันของจีนที่เข้ามาซื้อบริษัทน้ำมันในสหรัฐเมื่อปี 2005







