
3กองทุนหุ้นแอสเซทพลัสได้ผลดีหุ้นพุ่ง
บลจ.แอสเซท พลัส เฮ! หุ้นพุ่ง หนุนกองทุนกลุ่มสมาร์ท ซีรี่ส์กำไร “ผู้ถือหน่วยลงทุน 3 กองทุน” รับทรัพย์ได้คืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ มองหุ้นช่วงสั้นยังผันผวน แต่ปลายปีมีลุ้น 850 จุด
บลจ.แอสเซท พลัส เฮ! หุ้นพุ่ง หนุนกองทุนกลุ่มสมาร์ท ซีรี่ส์กำไร “ผู้ถือหน่วยลงทุน 3 กองทุน” รับทรัพย์ได้คืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ มองหุ้นช่วงสั้นยังผันผวน แต่ปลายปีมีลุ้น 850 จุด
นางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 6 ก.ค. 53 ดัชนีเพิ่มขึ้น 1.43% โดยปิดที่ระดับ 815.52 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นภูมิภาคและการคาดการณ์ของนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มตรึงอยู่ในระดับต่ำต่อไป ประกอบกับสัญญาณทางเทคนิคบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมีแรงซื้อกระจายทุกกลุ่มหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร
การปรับตัวของตลาดหุ้นนี้ ส่งผลดีให้กับกองทุนของบริษัทฯ โดยเฉพาะกองทุน ASP-SMART Series สามารถรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท (ASP-SMART) กองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท 2 (ASP-SMART2) และกองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท 3 (ASP-SMART3) โดย กองทุน ASP-SMART จะจ่ายคืนผลตอบแทนอัตโนมัติให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน ในอัตรา 0.50 บาทต่อหน่วย ASP-SMART2 ในอัตรา 0.60 บาทต่อหน่วย และ ASP-SMART3 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปี 2553 กองทุน ASP-SMART, ASP-SMART2 และ ASP-SMART3 สามารถรับซื้อคืนหน่วยลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นอัตราการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติรวม 30%, 21% และ 15% ตามลำดับ ขณะที่ SET Index ปรับตัวขึ้น 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน
“กองทุน SMART Series เป็นกองทุนที่กำหนดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติเมื่อ NAV ปรับตัวเพิ่มขึ้นผ่านระดับที่กำหนด ซึ่งในด้านการบริหารกองทุน ผู้จัดการกองทุนได้ใช้กลยุทธ์การลงทุนที่เน้นให้ผลตอบแทนเติบโตอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวและมีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการคัดเลือกหุ้นที่เน้นเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องและผลการดำเนินงานในระดับที่ดี ซึ่งถือเป็นความชำนาญเฉพาะด้านของทีมผู้จัดการกองทุนของบริษัทฯ จึงส่งผลให้กองทุนสามารถรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างต่อเนื่องตามที่บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้”นางลดาวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ กองทุน ASP-SMART จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2552 มีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ณ วันที่ 6 ก.ค. เท่ากับ 18.0493 บาท โดยกองทุนได้รับซื้อคืนหน่วยลงทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้วรวม 8 บาทต่อหน่วยลงทุน หรือคิดเป็น 80% ของเงินลงทุนเริ่มแรก ในขณะที่ ASP-SMART2 ซึ่งจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2552 มีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) เท่ากับ 12.1170 บาท บาท โดยกองทุนได้รับซื้อคืนหน่วยลงทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้วรวมจำนวน 2.10 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็น 21% ของเงินลงทุนเริ่มแรก กองทุน ASP-SMART3 ซึ่งจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2552 มีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) เท่ากับ 11.5585 บาท โดยกองทุนได้รับซื้อคืนหน่วยลงทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้วรวมจำนวน 1.50 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็น 15% ของเงินลงทุนเริ่มแรก
นางลดาวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นระยะสั้นคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 770-830 จุด โดยคาดว่าปัจจัยภายนอกที่จะมีอิทธิพลกับตลาดหุ้นในเดือนนี้ ได้แก่ การรายงานผลการศึกษา Stress Test ของธนาคารกลุ่ม EU ทั้งหมด ซึ่งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยืนยันเสนอรายงานต่อสาธารณชนภายในเดือนก.ค. ซึ่งหากผลการศึกษาทำให้สถาบันการเงินเพิ่มทุนไม่มากนัก ย่อมน่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี แต่ในทางตรงกันข้ามอาจกลายเป็นจุดที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับฐานลง ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังต้องติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ประกอบกับเป็นช่วงประกาศงบไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซึ่งน่าจะทำให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มที่ผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของเดือน
สำหรับมุมมองตลาดหุ้นไทยจนถึงปลายปีนี้มองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะยังคงผันผวนจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปที่ยังคงกดดันตลาดหุ้นโลกต่อไป โดยคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 750-850 จุด จากปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 และ 4 และปัจจัยสนับสนุนจากการที่จีนมีนโยบายยืดหยุ่นอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งน่าจะส่งผลให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ทำให้มีเงินไหลเข้ามามากขึ้นในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ มารบกวน เช่น ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง คาดว่า ปลายปีดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะสามารถยืนอยู่ที่ระดับ 850 จุดได้







