
กัปตันขาดแคลนเรื้อรัง เตือนสายการบินเร่งรับมือ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
เครื่องบินแต่ละลำคงจะเหินฟ้าพาผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ไม่ได้หากขาดนักบิน การที่สายการบินจะขยายธุรกิจรับฝูงบินเพิ่มก็ต้องมีนักบินมาเติมให้เพียงพอกับการขยายตัวด้วย แต่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะไม่ใช่สาขาวิชาชีพที่จบกันออกมาง่ายๆ และที่สำคัญนักบินประสบการณ์สูงระดับ “กัปตัน” ก็ถือเป็นของหายาก เพราะอาชีพนี้เป็นหนึ่งในอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย
ปิยะ ตรีกาลนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอวิเอชั่นเซ็นเตอร์ หรือบีเอซี ผู้ดำเนินธุรกิจโรงเรียนการบินเอกชนแห่งแรกในไทย เปิดเผยว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้าสายการบินทั่วโลกจะมีคำสั่งซื้อเครื่องบินกว่า 2 หมื่นลำ ซึ่งระหว่างนี้ก็จะทยอยรับเรื่อยๆ ในจำนวนนี้เป็นยอดสั่งซื้อที่มาจากจีนและตะวันออกกลางสูงสุด ทำให้ทั้งสองย่านนี้มีความต้องการนักบินจำนวนมากและนักบินของไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะดึงตัวไป โดยเฉพาะตะวันออกกลางซึ่งให้ค่าตัวกัปตันสูงกว่า 5 แสนบาท/เดือน ขณะที่สายการบินในไทยให้ค่าตัวกัปตัน 3-4 แสนบาท/เดือน
เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้สายการบินของไทยควรตระหนักถึงการวางแผนกำลังนักบินเพื่อรองรับกับจำนวนเครื่องที่สั่งซื้อหรือเช่าเข้ามาเพิ่ม สายการบินไหนที่วางแผนไม่ดีก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะถึงแม้จะดึงตัวนักบินจากสายการบินอื่นมาได้ โดยให้ค่าตอบแทนจูงใจสูงกว่าแต่ก็มีข้อจำกัด เพราะต้องเลือกดึงจากสายการบินที่มีเครื่องบินรุ่นเดียวกัน เพราะหากดึงจากสายการบินที่ใช้เครื่องต่างรุ่นกัน ก็ต้องส่งนักบินไปฝึกบินกับเครื่องรุ่นที่สายการบินมีอยู่ใหม่ การวางแผนปั้นนักบินใหม่ขึ้นมารองรับจึงน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า
“เครื่องบิน 1 ลำ ต้องการนักบินมารองรับ 10 คน แต่หากจะใช้เครื่องบินให้คุ้มศักยภาพที่สุดก็ต้องการนักบิน 14-15 คน เพราะนักบินแต่ละคนจะมีชั่วโมงบินต่อปีได้ไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง ตามมาตรฐานการบินที่กำหนดไว้” ปิยะ กล่าว
ตัวอย่างสายการบินที่มีการปั้นนักบินของตัวเองอยู่แล้ว เช่น ไทยแอร์เอเชีย ที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงกับบีเอซี ขณะที่บางกอกแอร์เวย์สก็เริ่มเห็นความสำคัญและกำลังศึกษาแนวทางการร่วมมือเพื่อปั้นนักบินหน้าใหม่มารองรับแผนการขยายธุรกิจเช่นกัน
ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนไปกว่า 800 ล้านบาท สร้างศูนย์ฝึกอยู่บริเวณคลองสิบห้า จ.ปทุมธานี มีรันเวย์ให้ฝึกบินของตัวเองและยังขอเช่ารันเวย์สนามบินที่กรมการบินพลเรือน (บพ.) ดูแล 2 แห่ง ได้แก่ จ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ เอาไว้รองรับปริมาณผู้เรียนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่จำนวนเครื่องบินเล็กสำหรับฝึกมีอยู่ 24 ลำ ก็จะเพิ่มอีกในอนาคตรองรับจำนวนผู้เรียนที่เข้ามาเพิ่ม โดยค่าใช้จ่ายในการเรียนการบินนั้นต่อคนอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท สูงกว่าไม่มากเมื่อเทียบสถาบันการบินพลเรือนที่มีค่าใช้จ่าย 2.3 ล้านบาท/คน
แหล่งข่าวจากวงการนักบิน ยอมรับว่าไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนนักบิน หากนับรวมทั้งภูมิภาคเอเชียก็ถือเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนนักบินสูงสุด เพราะการเติบโตของธุรกิจการบินอยู่ในย่านนี้ ความต้องการคิดเป็น 40% ของทั้งโลก โดยแต่ละสายการบินจะมีหลักการคำนวณจำนวนนักบินที่ต้องการเพิ่มเพื่อรองรับเครื่องบินใหม่ 1 ลำไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการวางแผนเส้นทางบิน การนำเครื่องไปใช้ โดยทั่วไปควรมีกัปตัน 5-6 คน/ลำ และผู้ช่วยนักบิน 5-6 คน/ลำ หากสายการบินมี
นโยบายฝึกนักบินไว้รองรับตั้งแต่ต้นก็เป็นผลดีกับสายการบินเอง
“การเตรียมฝึกนักบินต้องดูความชัดเจนของแผนงานสายการบินก่อน เพราะก่อนเริ่มนำเครื่องบินเข้ามาจะต้องประชุมฝ่ายช่าง ฝ่ายการตลาดร่วมกัน เรื่องนี้สำคัญมาก หลายสายการบินทำไม่ถูกต้อง บอกความต้องการนักบินเมื่อจะใกล้รับเครื่องมาแล้ว การวางแผนจำนวนนักบินต้องมาพร้อมกันตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนรับเครื่อง เพราะฝ่ายปฏิบัติการต้อง
เตรียมการฝึกบิน วางแผนไว้ล่วงหน้าเช่นกัน” แหล่งข่าวเปิดเผย
ทั้งนี้ นักบินในไทยขาดตลาดมากส่วนหนึ่งเพราะกฎการห้ามรับนักบินจากบริษัทนายหน้า เพราะกรมการบินพลเรือนตั้งข้อสังเกตว่า การรับลักษณะนี้สายการบินจะควบคุมดูแลนักบินไม่ได้โดยตรง ต้องผ่านบริษัทนายหน้าอีกทอด มีผลต่อเรื่องการตรวจสอบชั่วโมงที่นักบินบิน ซึ่งเกรงว่าอาจจะเกินกว่าที่กำหนดไว้ได้ อย่างไรก็ตามหากสายการบินรับนักบินจากบริษัทนายหน้าแล้วรับประกันได้ว่าควบคุมเวลาการบินของนักบินเองได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการรับนักบินต่างชาติ ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพสงวนจริง แต่สำหรับเครื่องบินบางรุ่นไม่มีนักบินไทยเคยมีประสบการณ์บิน ก็อนุโลมรับนักบินต่างชาติมาบินแทนได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการรับนักบินต่างชาติมีกระบวนการยุ่งยากซับซ้อน บางคนต้องเสียเวลา 1-2 เดือนกว่าจะเข้ามาทำงานได้จริง และหากจะรอผู้ช่วยนักบินคนไทยมีชั่วโมงบินจนยกระดับขึ้นเป็นกัปตันในเครื่องบินรุ่นที่หาผู้มีประสบการณ์ยากได้ ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัญหานักบินขาดมากและหลายคนมองเห็นเป็นโอกาสอยากเข้ามาเป็นนักบิน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นนักบินได้ ที่ผ่านมามีผู้ที่สอบได้นักบินพาณิชย์ตรีที่หางานทำไม่ได้อยู่ในตลาดมาก บางคนทางบ้านมีฐานะจึงส่งมาเรียน แต่คุณสมบัติบางอย่างไม่ผ่านเกณฑ์การสายการบินนั้นๆ เมื่อจบออกมาก็ไม่มีงานทำ แต่กลับมีต้นทุนต้องต่อใบอนุญาตอยู่ตลอด ซึ่งก็ต้องไปเช่าเครื่องบินเพื่อให้มีชั่วโมงบินถึงเกณฑ์ รอความหวังไปเรื่อยๆ จึงอยากให้คิดดีๆ ก่อนที่จะเรียนด้านนี้
ร.อ.สมพงษ์ สุขสงวน ประธานบริษัท กานต์นิธิ เอวิเอชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินกานต์แอร์ กล่าวว่า มีเด็กที่จบนักบินได้สิทธิการบินอยู่จำนวนไม่ต่ำกว่า 1,000 คนในตลาดที่ตกงาน ส่วนหนึ่งเพราะเป็นนักบินจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์จึงหางานยาก และที่ผ่านมาสายการบินหลายสายมักเผชิญภาวะรับนักบินใหม่มาฝึกหัดทำงานได้ไม่กี่ปี ก็ย้ายไปทำงานกับสายการบินอื่น จึงเกิดความรู้สึกว่าเสียต้นทุนฝึกอบรมไปมากแต่อยู่ไม่นานก็ลาออกไป ทำให้ต้องการกลุ่มที่มีประสบการณ์มากกว่า
“การที่กัปตันหนึ่งคนลาออกไปต้องหากัปตันใหม่มาทดแทน ถือเป็นภาวะเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่งของสายการบิน เพราะหากต้องฝึกนักบินเองจนยกระดับจากผู้ช่วยนักบินมาเป็นกัปตันได้ต้องใช้เวลานานมาก เมื่อเป็นกัปตันไม่นานก็ถูกสายการบินอื่นซื้อตัวไป จึงทำให้สายการบินไม่ค่อยลงทุนฝึกนักบินเองเท่าไหร่” ร.อ.สมพงษ์ กล่าว
ขณะที่กานต์แอร์มีเครื่องบินส่วนหนึ่งที่ไม่มีกัปตันคนไทยที่เคยบิน จึงต้องจ้างกัปตันต่างชาติมาบินแทน ส่วนใหญ่มาจากยุโรปที่ต้องการมาไทยอยู่แล้ว
นี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของปัญหาการขาดแคลนนักบินเท่านั้น เพราะจำนวนเครื่องใหม่ๆ ยังไม่ได้ส่งถึงมือสายการบิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เครื่องจำนวนมากถูกส่งให้สายการบินในเวลาไล่เลี่ยกัน ไทยก็เตรียมเหนื่อยกับการรั้งคนไทยให้อยู่กับสายการบินของไทยและคงเหนื่อยกับการปั้นหน้าใหม่ขึ้นมาทดแทนอีกมาก







