
ลุ้นเฟดขึ้นดอกบาทอ่อน 34.50
แบงก์ฟันธงถ้าสหรัฐขึงดอกเบี้ย ธปท.ลดกดค่าเงินช่วยส่งออก
แบงก์ฟันธงถ้าสหรัฐขึงดอกเบี้ย ธปท.ลดกดค่าเงินช่วยส่งออก
นายแบงก์ฟันธง หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทจะแตะ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มอ่อนค่าลง หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้ หรือต้นปี 2559 จะทำให้ค่าเงินบาทขยับมาอยู่ที่ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ และจะไม่ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยเปลี่ยนแปลงมากนัก
อย่างไรก็ดี หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย ก็จะไม่มีแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องขยับดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% จนถึงสิ้นปี แถมจะทำให้ต้องปรับลดดอกเบี้ยลงอีกเพื่อให้เงินอ่อนค่าช่วยการส่งออก เพราะส่งออกมีมูลค่า 7 ล้านล้านบาท/ปี แต่สินเชื่อใหม่มีมูลค่า 5 แสนล้านบาท
“เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้มีความท้าทายมาก ซึ่งมีเพียงการท่องเที่ยวและการลงทุนใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีเท่านั้น เพราะการส่งออกไทยคงติดลบมากกว่า 1.7% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวจึงหวังพึ่งส่งออกไม่ได้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 2.2% จากที่ประเมินไว้ที่ 2.8%” นายกอบสิทธิ์ กล่าว
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษก ธปท. กล่าวว่า ปัญหากรีซและจีนคงไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากกรณีกรีซก็เริ่มมีการตกลงกันได้แล้ว กรีซคงไม่ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) แต่คงส่งผลต่อตลาดการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุนบ้าง ซึ่งค่าเงินบาทของไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงผันผวนรุนแรง
ทั้งนี้ ตั้งแต่สิ้นปี 2557 เงินบาทไทยอ่อนค่าลง 3.3% ยูโรอ่อนลง 9.3% ญี่ปุ่นอ่อนลง 3% จีนอ่อนลง 0.1% มาเลเซียอ่อนลง 8.1% อินโดนีเซียอ่อนลง 6.6% เกาหลีใต้อ่อนลง 4% สิงคโปร์อ่อนลง 2.7% ฟิลิปปินส์อ่อนลง 1% และไต้หวันอ่อนลง 2.1% แต่เรื่องนี้ ธปท.จะยังติดตามดูต่อไป
“ผลกระทบต่อตลาดคงมีบ้าง แต่มองว่าปัญหาในจีนยังไม่กระทบเศรษฐกิจที่แท้จริง และสถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้เงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จากจีนมาที่ไทยลดลงแต่อย่างใด ล่าสุด ข้อมูล ณ ไตรมาสแรกปีนี้เอฟดีไอจีนมาไทยอยู่ที่ 4,453 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งไม่น่ากระทบเพราะเอฟดีไอจะเป็นการวางแผนล่วงหน้ามานาน” นายจิรเทพ กล่าว
ขณะที่ปัญหาตลาดหุ้นในจีนนั้น มองว่าคนเล่นหุ้นผลกระทบต่อความมั่งคั่งภาคครัวเรือน (Wealth effect) ที่มีต่อการบริโภคภาคเอกชนมีไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนในตลาดหุ้นจีนมีอยู่ 90 บ้านคน คิดเป็น 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด 1,300 ล้านคน และ 57% ของผู้ที่มีบัญชีลงทุนในหุ้นนั้นเป็นนักลงทุนระยะยาว
สำหรับนักลงทุนรายย่อยถือครองหลักทรัพย์ 25% ขณะที่ผู้ถือครองรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ คือบริษัทแม่ถืออยู่ 60% ของมูลค่าตลาด ภาคครัวเรือนถือครองหลักทรัพย์เพียง 18% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมด จากข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 2558 โดยยังคงเก็บสะสมในรูปแบบของเงินสดและเงินฝากถึง 50% ดังนั้น ธปท.จึงคาดว่าผลกระทบจากตลาดหุ้นที่จะมีต่อเศรษฐกิจจีนก็ไม่น่ามาก และจะกระทบการส่งออกและนำเข้าของไทยไม่มากเช่นกัน







