posttoday
หุ้นธนาคารถูกแล้ว

หุ้นธนาคารถูกแล้ว

15 กรกฎาคม 2558

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต วิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นธนาคารได้ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ต่ำสุดในช่วง 10 ปี (ไม่รวมช่วงเกิดวิกฤตเลห์แมน) แม้อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ปรับลดแล้วยังคงสูงกว่าในปี 2549 ราว 4% แม้จะไม่มีเรื่องราวการเติบโตในระยะใกล้ แต่ยังให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด เพราะซื้อขายที่มูลค่าที่ต่ำเกินไปแล้ว และคาดว่ากําไรจะฟื้นตัวครึ่งหลังปี 2559

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต วิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นธนาคารได้ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับราคาต่อมูลค่าบัญชี (P/BV) ต่ำสุดในช่วง 10 ปี (ไม่รวมช่วงเกิดวิกฤตเลห์แมน) แม้อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ปรับลดแล้วยังคงสูงกว่าในปี 2549 ราว 4% แม้จะไม่มีเรื่องราวการเติบโตในระยะใกล้ แต่ยังให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด เพราะซื้อขายที่มูลค่าที่ต่ำเกินไปแล้ว และคาดว่ากําไรจะฟื้นตัวครึ่งหลังปี 2559

ดังนั้น จึงปรับลดประมาณการกําไรจากการตั้งสำรองที่อยู่ในระดับสูงชั่วคราว โดยปรับลดประมาณการกําไรของหุ้นธนาคารลง 8% ในปี 2558 และ 9% ในปี 2559 เพื่อสะท้อนถึงโอกาสที่จะมีการขยายระยะเวลาการตั้งสํารองในระดับสูงออกไป

บล.ธนชาต ได้ปรับเพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่ายตั้งสำรองขึ้น 14-16% ในปีดังกล่าว ธนาคารส่วนใหญ่ตั้งสํารองในระดับสูงรองรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ยังคงเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อขนาดกลางและขนาดเล็ก  (SMEs) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากยังคงมีหนี้ภาคครัวเรือนที่สูง ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ภัยแล้งและระดับน้ำที่ต่ำน่าจะเพิ่มความกังวลให้แก่ธนาคาร ซึ่งอาจจะทําให้มีการตั้งสํารองในระดับสูงขึ้น ซื้อขายที่ P/BV และสัดส่วนราคา (PE) ต่ำสุดในช่วง 10 ปี ไม่รวมวิกฤตเลห์แมน  ราคาหุ้นธนาคารปรับลงแรง และซื้อขายที่ระดับ P/BV และ PE ต่ำสุดในอดีตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ไม่รวมช่วงที่เกิดวิกฤตเลห์แมน) ซึ่งมองว่าต่ำเกินไป เนื่องจากประการแรก คาดว่า ROE อยู่ที่ 13% ในปี 2558-2559 ยังคงสูงกว่า ROE ในปี 2549 ราว 4% ซึ่งหมายความว่า P/BV to ROE ได้ถูกทบทวนลงมาแล้ว

ประการที่สอง ราคาหุ้นปัจจุบันบอกถึงการเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นจริงได้ของ NPL และการตั้งสํารองที่ระดับสูงที่ 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในปี 2558  ตามลําดับ

ประการที่สาม ปัจจัยพื้นฐานและแพลตฟอร์มธุรกิจของธนาคารนั้นดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน อีกทั้งอัตราส่วนกําไรก่อนตั้งสํารองในปัจจุบัน ยังคงชี้ให้เห็นถึงคุณภาพกําไรที่ยังดีกว่าในปี 2549 อีกด้วย ขาดปัจจัยหนุนการเติบโต แตปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง ปัจจุบันคาดว่ากําไรของธนาคารจะลดลง 4% และ ROE ลดลง 2.1% ในปี 2558

ดังนั้น สมมติให้การตั้งสํารองที่สูงของธนาคารยืดเยื้อถึงครึ่งแรกปี 2559  และคาดว่ากําไรจะเติบโตเพียง 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปี 2559  และคาดว่า ROE แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย ดังนั้นกลุ่มธนาคารจึงไม่มีเรื่องราวการเติบโตที่น่าตื่นเต้น แต่ยังคงให้น้ำหนักลงทุนเป็นมากกว่าตลาด เพราะมีมูลค่าถูก และยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แม้ NPL จะเพิ่มขึ้น แต่อัตรา NPL ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 3% และมี Loan Loss Coverage Ratio ที่สูงที่ 150% ขณะที่มีเงินทุนที่สูง ด้วยมีเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่ 13.7% และ 17.4% ของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) รวมหุ้นที่แนะนำคือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารทหารไทย (TMB)

นอกจากนั้น ยังเพิ่มคําแนะนําสําหรับธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เป็น “ถือ” และแนะนํา “ซื้อ” 7 ธนาคารที่เหลือ และยังคงเลือก KBANK เป็นหุ้นแนะนำ ด้วยคาดว่าธุรกิจของธนาคารจะฟื้นตัวเร็วกว่าธนาคารอื่น ปัจจุบันเลือก TMB ซึ่งตั้งสํารองพิเศษก่อนธนาคารอื่นในไตรมาสแรกปี 2558 เป็นหุ้นแนะนำแทนบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ดังนั้นจึงเชื่อว่ากำไรของ TMB ได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ขณะที่มูลค่าไม่แพง

อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ของกลุ่มธนาคาร อ่อนแอจากการตั้งสำรองค่าเผื่อฯ เพิ่มขึ้น หลังจากทำทบทวนผลประกอบการได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิของกลุ่มลง 11% ยังผลให้กำไรสุทธิปี 2558 จะหดตัวจากปีก่อน 8% โดยธนาคารที่ถูกปรับลดประมาณการลงมากจะเป็น TMB (-33% จากประมาณการเดิม) และ KBANK (-15% จากคาดการณ์เดิม)

สมมติฐานที่อ่อนลงจากเดิมเป็นประการแรก การเติบโตของสินเชื่อที่ต่ำลง ประการที่สองต้นทุนเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และประการที่สาม การขยายตัวของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยน้อยลงจากเดิม ซึ่งทั้งหมดเป็นการสะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยที่ซบเซายาวนานกว่าคาด

สำหรับสินเชื่อของกลุ่มในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3% เท่านั้น เพราะธนาคารต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และปรับกลยุทธ์ไปเน้นการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์มากขึ้น แม้ว่าราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะอ่อนลงตอบรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไปแล้วพอควร แต่ความวิตกกังวลกับการด้อยค่าของคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีอยู่ (ไปจนกว่าจะเห็นสัญญาณการพลิกฟื้นของเศรษฐกิจแบบมีนัยสำคัญ)

ในเชิงกลยุทธ์การลงุทน : ทยอยซื้อสะสมเพื่อลงทุนระยะกลาง-ยาวใน KBANK ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ส่วนการซื้อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2 มองว่า บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) เด่น เพราะเป็นธนาคารเดียวที่จะมีการเติบโตของกำไรเมื่อหลังจากตั้งสำรองฯ ไปมากในไตรมาส 2 ปี 2557

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69