
วัดกระแสแอปเปิ้ลวอตช์หลังบุกตลาดไทย
ความต้องการแอปเปิ้ลวออตช์ของลูกค้าไทยมีทิศทางที่ดี เพราะคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน
โดย...บับเบิล บี
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันที่สินค้ากลุ่มแวร์เอเบิลจากค่ายดังอย่าง แอปเปิ้ล วอตช์ (Apple Watch) จะเข้ามาช่วยเสริมตลาดนี้ให้คึกคักขึ้น หลังจากมีหลายแบรนด์ทำสินค้ากลุ่มนี้ออกมา แต่เชื่อมต่อได้เฉพาะระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยด์เท่านั้น
ธีระ กนกกาญจนรัตน์ นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจและอุตสาหกรรมไอซีที บริษัท เจ เอ็ม คาตาลิสท์ กล่าวว่า ด้วยจำนวนผู้เล่นที่มีมากขึ้นถึง 89 บริษัททั่วโลก อีกทั้งผู้เล่นรายใหญ่อย่างซัมซุงก็ทำยอดขายไปแล้วกว่า 1.2 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 23% ทำให้การเปิดตัวแอปเปิ้ลวอตช์ในวันที่ 17 ก.ค.นี้ อาจไม่คึกคักอย่างที่หวัง
จากรายงานการวิจัยของสมาร์ทวอตช์ กรุ๊ป ถึงตลาดรวมของอุปกรณ์ประเภทสมาร์ทวอตช์ทั่วโลกในปีที่ผ่านมา พบว่ามียอดขายประมาณ 6.8 ล้านเรือน คิดเป็นมูลค่าราว 1,290 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.33 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นมากกว่า 82% เมื่อเทียบกับในปี 2556 ถือว่าเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด อาจเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี
ขณะที่การเปิดตัวของแอปเปิ้ลวอตช์ทั่วโลกนั้น ยังเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้ตลาดสมาร์ทวอตช์เติบโตขึ้นถึง 9 ล้านเรือน ในสิ้นปีนี้ และแอปเปิ้ลวอตช์น่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านเรือนทั่วโลก ซึ่งการจับกลุ่มพรีเมียมจะช่วยให้สินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 290-330 เหรียญสหรัฐ หรือเริ่มต้นที่ประมาณ 9,000 กว่าบาท/เรือน
ด้าน พงษ์พิสิษฐ์ อมรเทพอดุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ แกดเจท ผู้นำเข้าแอกเซสซอรี่สำหรับสินค้ากลุ่มไอโฟนและไอวอตช์ ยังกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า ตลาดสมาร์ทวอตช์ในแบรนด์แอปเปิ้ล จะมาแรงและสร้างยอดขายได้ไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ
“หลังจากสำรวจตลาดที่ประเทศต่างๆ ในเอเชีย พบว่า ผลตอบรับของลูกค้ากลุ่มสมาร์ทวอตช์ส่งผลให้การวางขายที่สิงคโปร์ ทำยอดขายหลังเปิดตัววันแรกกว่า 2,000 ชิ้น ซึ่งความต้องการของลูกค้าไทยเอง ก็มีทิศทางที่ดีและน่าจะมีโอกาสสูง เพราะคนไทยใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ซึ่งไลฟ์สไตล์คนกลุ่มนี้ต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ และตอบโจทย์ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ จึงเชื่อมั่นว่า สมาร์ทวอตช์จะสามารถเติมเต็มความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้” พงษ์พิสิษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่า สินค้าที่นำเข้ามาจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างน้อย 5% อีกทั้งการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความต้องการของสินค้ากลุ่มนี้ให้มากขึ้น







