
สปช.ชู 3 ทางออกปั้นเกษตรกรพันธุ์แกร่ง
การดำเนินการ 3 เรื่องนี้ จะช่วยรักษาที่ดินไว้ให้เกษตรกร และทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ
โดย...วารุณี อินวันนา
ท่ามกลางการระดมสมองของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้พืชผลเสียหาย ขาดรายได้นำไปชำระหนี้ และอาจนำไปสู่การถูกธนาคารยึดที่ดินทำกิน ด้วยการพักชำระหนี้ ชดเชยความเสียหาย ซึ่งเป็นแผนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่อาจจะกลับวนมาอีกครั้งในปีต่อๆไป
ขณะที่ ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือระยะยาว ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ จากการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ที่ดินตกไปอยู่ในมือผู้เก็งกำไร และ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ที่สร้างความเหลื่อมล้ำในเชิงโอกาส รายได้ และเศรษฐกิจมายาวนานให้ลดลง
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปด้านความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. กล่าวว่า การจะลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้ประชาชนระดับฐานรากซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร เข้าถึงแหล่งเงินทุน มีความอยู่ดีกินดีในระยะยาว ต้องดำเนินการปฏิรูป 3 ด้าน
หนึ่ง ต้องจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยจะใช้เงินในการจัดตั้งประมาณ 5,000 ล้านบาท มีสำนักงานเพียงแห่งเดียว และใช้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการ เพราะประชาชนฐานรากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ที่ใช้บริการขอกู้เงินจากทางธกส.อยู่แล้วในปัจจุบัน
ขณะที่ เงินทุนที่เหลือให้รัฐบาลเป็นผู้จัดหามา ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ไม่เกิน 3% เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับเกษตรกรที่อัตราดอกเบี้ย 7%
หลักการทำงานของธนาคารที่ดิน จะเป็นผู้รับซื้อที่ดินที่หลุดจำนองออกมาจาก ธ.ก.ส. แล้วให้เกษตรกรมาผ่อนกับธนาคารที่ดินในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7% ระยะเวลา 5 ปี จะช่วยให้เกษตรกรรักษาที่ดินไว้ทำมาหากินต่อไป
นอกจากนี้ ธนาคารที่ดิน จะทำหน้าที่ในการ นำที่ดินรกร้างว่างเปล่าของธนาคาร มาปล่อยเช่า เพื่อให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกิน ได้มีที่ทำกิน ทำให้ที่ดินเกิดการผลิต
"หากกระทรวงการคลังอนุมัติ จะทำให้สามารถช่วยให้เกษตรกรที่มีที่ดินติดจำนองสามารถไถ่ถอนคืนได้ และ สามารถรักษาที่ดินเกษตรกรที่กำลังจะถูกขายทอดตลาดไว้ให้เกษตรกรได้"กอบศักดิ์ กล่าว
กอบศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่สูญเสียที่ดินทำกิน เพราะไม่มีเงินไปไถ่ถอน หรือ กลุ่มที่ขายที่ดินเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เข้าไปบุกรุกป่าเพื่อทำกิน กับ กลุ่มที่มุ่งสู่เมืองใหญ่ กลายเป็นคนจนเมือง โดยกลุ่มหลังนี้มีประมาณ 9.4 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 30% ของประชากรทั้งประเทศ
สำหรับ การบุกรุกป่านั้น ได้มีการเสนอปฏิรูปที่ดินไปแล้ว เช่น การยึดที่ดินจากผู้บุกรุกป่ามาจัดสรรให้กับประชาชนทำกิน โดยไม่ออกโฉนด เพื่อป้องกันการขายที่ดิน และให้สิทธิชุมชนทำกินร่วมกัน เปลี่ยนมือไปให้คนในครอบครัวได้ แต่ไม่มีสิทธิขาย
ด้านที่สอง คือ จัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน เพื่อสร้างแหล่งทุนในระดับชุมชน เพราะปัจจุบันพบว่าในชนบทมีประชาชนเพียง 33.4% เท่านั้นที่เข้าถึงระบบการเงินจากธนาคารพาณิชย์ เมื่อเทียบกับประชาชนในกรุงเทพที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ได้ถึง 85.8% ทำให้ประชาชนในชนบท ไม่สามารถออม และไม่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน
ทั้งนี้ จะทำการคัดเลือกกองทุนที่เน้นการออมจากชุมชนที่ได้รับการจัดตั้งแล้วทั้งหมด 1.2 แสนแห่ง ไม่ว่าจะเป็น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสัจจะออมทรัพย์ กองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะเน้นการปล่อยกู้เป็นหลัก ทำให้กองทุนไปต่อไม่ได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท
"จะทำการแยกกลุ่มที่เน้นการออมเป็นหลัก กู้เป็นเรื่องรอง เช่น กลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์จันทบุรี ของพระอาจารย์มนัส ขันติธรรมโม มีเงินออมร่วม 400 ล้านบาท กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ของ พระอาจารย์สุบิน ปณีโต ที่มีเครือข่าย 4,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีวินัยการออม จัดตั้งเป็นโครงข่ายการเงินฐานราก มีแม่ข่ายเป็น ธ.ก.ส. หลังจากนั้นจะยกระดับเป็นสถาบันการเงินของชุมชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนฐานรากเข้าถึงแหล่งการออมเงิน และ กู้เงินได้ ไม่เสียเวลาในการเดินทาง"กอบศักดิ์ กล่าว
กอบศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากมีการจัดตั้งธนาคารที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรที่มีทำมาหารายได้แล้ว ก็ทำการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน เพื่อเป็นแหล่งออมเงิน และ แหล่งทุน ด้านที่สามคือ การออกพ.ร.บ.เกษตรพันธะสัญญา ที่ว่าด้วยสัญญาการซื้อขายที่เป็นธรรม ระหว่างพ่อค้าคนกลางกับเกษตรกร โดยมีธนาคารเข้ามาปล่อยกู้ เพื่อให้เกษตรกรมีทุนในการนำไปผลิต
ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว จะป้องกันไม่ให้พ่อค้าคนกลาง หรือ บริษัทผู้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผลักภาระให้เกษตรกรทั้งหมดในกรณีมีความเสี่ยง และ ธนาคารพาณิชย์ ก่อนที่จะปล่อยกู้ ต้องอ่านสัญญาซื้อ-ขาย อย่างรอบคอบ และจะปล่อยกู้เมื่อเห็นว่าสัญญานั้นเป็นธรรมต่อเกษตรกร
"หากปล่อยกู้ทั้งๆ ที่สัญญานั้น ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร และทำให้เกษตรกรเสียหายจากสัญญาดังกล่าว ให้ถือว่าสัญญาเงินกู้นั้นเป็นโมฆะ เพื่อให้ธนาคารที่มีความรู้ ให้ความสำคัญกับสัญญา จะเป็นการช่วยกลั่นกรองสัญญาให้กับเกษตรกรอีกชั้นหนึ่ง"กอบศักดิ์ กล่าว
กอบศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เกษตรกรถูกพ่อค้าคนกลาง หรือ บริษัทที่ทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเอาเปรียบ เช่น สัญญาจะมารับซื้อปลาภายในสัปดาห์ที่ 12 แต่ไม่มาตามกำหนด กลับมาล่าช้ากว่ากำหนด ปลาตัวใหญ่ขึ้น ตัวใหญ่กว่าจานของภัตตาคารแล้วโยนความเสี่ยงให้กับเกษตรกร ด้วยการกดราคาการรับซื้อปลา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร
ทั้งนี้ สปช.เชื่อว่า การดำเนินการ 3 เรื่องนี้ จะช่วยรักษาที่ดินไว้ให้เกษตรกร และทำให้เกษตรกรที่เป็นประชาชนฐานราก เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ และขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม สามารถรักษาเกษตรกรไทยไว้ให้ประเทศได้ และทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว







