
ประมูลข้าวฝุ่น
ในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ฤกษ์ที่จะนำข้าวเน่าในสต๊อกรัฐบาลมาเปิดประมูลขายเสียที ล่าสุด (13 ก.ค.) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงจะนำข้าวเน่าที่มีสภาพเป็นฝุ่นผงในปริมาณ 1 แสนตัน จากข้าวที่มีสภาพเป็นฝุ่นผงทั้งหมด 1.29 ล้านตันมาเปิดประมูล โดยจะเปิดให้อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าชีวมวลยื่นข้อเสนอซื้อข้าวล็อตแรกภายในเดือน ก.ค.นี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งผลสรุปทางคดีข้าวเสื่อมสภาพ และข้าวเน่า 1 แสนตัน มาให้กระทรวงพาณิชย์วันที่ 15 ก.ค.นี้
ในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ฤกษ์ที่จะนำข้าวเน่าในสต๊อกรัฐบาลมาเปิดประมูลขายเสียที ล่าสุด (13 ก.ค.) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงจะนำข้าวเน่าที่มีสภาพเป็นฝุ่นผงในปริมาณ 1 แสนตัน จากข้าวที่มีสภาพเป็นฝุ่นผงทั้งหมด 1.29 ล้านตันมาเปิดประมูล โดยจะเปิดให้อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าชีวมวลยื่นข้อเสนอซื้อข้าวล็อตแรกภายในเดือน ก.ค.นี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งผลสรุปทางคดีข้าวเสื่อมสภาพ และข้าวเน่า 1 แสนตัน มาให้กระทรวงพาณิชย์วันที่ 15 ก.ค.นี้
สำหรับข้าวเกรดซีที่มีปริมาณ 1.3 ล้านตัน พล.อ.ฉัตรชัย ยืนยันขณะนี้จะยังไม่มีการระบายข้าวเกรดซีออกมาแต่อย่างใด โดยล่าสุดได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวอย่างข้าวดังกล่าวเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบว่ามีเชื้อราปนหรือไม่ หากไม่มีเชื้อราก็พร้อมเปิดกว้างให้อุตสาหกรรมอื่น เช่น อาหารสัตว์ เข้ามาร่วมประมูลด้วย แต่หากมีเชื้อราก็ไม่สมควรที่จะนำมาบริโภคทั้งคนและสัตว์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า จากนั้นจึงจะพิจารณาเปิดประมูลต่อไป
“ข่าวออกมาเหมือนตีปลาหน้าไซ ต้องการได้ของถูกก็มาออกข่าวว่ารัฐจะขายให้กับเอทานอลราคา 1-2 บาท/กิโลกรัม ซึ่งก็ไม่ใช่ เพราะยังไม่ได้ประมูล ผมยังมองเรื่องเชื้อรา ก็เลยให้ห้องแล็บไปตรวจ หากไม่มีเชื้อราก็จะขายให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งจะได้ราคาดีกว่าเอทานอล แต่ถ้ามีเชื้อราก็ต้องไปสู่อุตสาหกรรมที่ไม่กลับมาสู่การบริโภคแทน และวันนี้แผนการระบายข้าวของรัฐบาลชัดเจนว่า ข้าวส่วนใดจะนำไปสู่อุตสาหกรรมไหน” พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำ
ด้านแหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีแผนระบายข้าวในสต๊อกให้หมดภายในปี 2559 แต่ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรระบายข้าวจนหมด แต่ควรเก็บข้าวในปริมาณ 3-4 ล้านตัน เป็นสต๊อกเพื่อความปลอดภัย (เซฟตี้ สต๊อก) ซึ่งจะเพียงพอสำหรับการบริโภคเป็นเวลา 4-5 เดือน
สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่แนวโน้มรุนแรงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกและข้าวสารปรับเพิ่มขึ้น 1,000 บาท/ตัน
วิชัย ศรีนวกุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งส่งผลให้ราคาข้าวในช่วงนี้ปรับเพิ่มขึ้น 1,000 บาท/ตัน เทียบกับช่วงเดือน มิ.ย. โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มเป็น 8,300-8,500 บาท/ตัน จากเดือน มิ.ย. ที่ราคาอยู่ที่ 7,400-7,500 บาท/ตัน ขณะที่ราคาข้าวสารขาว 5% ราคาปรับเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นบาท/ตัน จากเดือน มิ.ย. ที่ราคาอยู่ที่ 1.1 หมื่นบาท/ตัน และมีแนวโน้มที่ราคาข้าวเปลือกจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 9,000 บาท/ตัน ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวสารปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.3 หมื่นบาท/ตัน
นอกจากนี้ สถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงสีแล้ว เนื่องจากไม่มีข้าวเปลือกเข้ามาสีแปร แต่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการธุรกิจโรงสียังคงเท่าเดิม เช่น โรงสีเคยรับสีแปรข้าว 1 หมื่นตัน/เดือน แต่เมื่อข้าวเปลือกที่สีแปรลดลงไปเหลือ 5,000 ตัน แต่ต้นทุนค่าจ้างแรงงาน ค่าดูแลบริหารจัดการธุรกิจยังเท่าเดิม ทำให้โรงสีบางแห่งเริ่มขาดทุน
“โรงสีที่เป็นรายย่อยอาจอยู่ได้ลำบาก หากสายป่านยาวไม่พอและมีโรงสีบางรายได้เริ่มปรับตัว โดยหันไปทำธุรกิจพืชอย่างอื่นแทนข้าวแล้ว เช่น เปลี่ยนไปเป็นลานเทมันสำปะหลังแทนเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด” วิชัย กล่าว







