posttoday
คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคาร

คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคาร

14 กรกฎาคม 2558

โดย...จิตรา อมรธรรม

โดย...จิตรา อมรธรรม

คอลัมน์ฉบับนี้ยังขอวนเวียนอยู่กับหุ้นกลุ่มธนาคารนะคะ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2558 ของกลุ่ม เริ่มด้วย TISCO วานนี้ ขณะที่ราคาหุ้นในกลุ่มหลายตัวปรับลงมาอยู่ในระดับที่น่าซื้อลงทุนแล้ว แม้ว่าซื้อแล้วจะยังไม่ปรับขึ้นในทันทีเพราะ Growth story ของกลุ่มที่หายไป (คาดว่ากำไรในปีนี้จะปรับลดลงเป็นปีแรกในรอบ 8 ปี) และภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวยังกดดันอยู่ แต่ราคาหุ้นหลายตัวเป็นราคาที่ถูกกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น จึงเหมาะกับการซื้อลงทุนระยะยาว   

กำไรไตรมาส 2/2558 หดตัวจากการ

ตั้งสำรองเพิ่ม

เราคาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2/2558 ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 6.8% Q-Q และ 7.0% Y-Y กำไรที่ชะลอตัวเกิดจาก 2 เหตุผลหลัก คือ 1.รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิมีแนวโน้มลดลง 3% Q-Q และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียวในปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) คาดว่าน่าจะหดตัวลงราว 0.2% Q-Q เหลือประมาณ 3% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดตั้งแต่เกิดน้ำท่วม 2.การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10.8% Q-Q และ 27.0% Y-Y ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลง และ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสนี้ รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในระยะถัดไป

TMB น่าจะมีกำไรฟื้นตัวดีที่สุด ส่วน KTB กำไรหดตัวมากสุด

เราคาดว่า TMB จะมีกำไรฟื้นตัวดีที่สุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คือเพิ่มขึ้น 15% Q-Q สวนทางกลุ่มธนาคารที่กำไรน่าจะลดลงในไตรมาสนี้ เนื่องจาก TMB มีภาระการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญลดลงหลังตั้งสำรองไปสูงมากแล้วในไตรมาสแรก โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญจะลดลง 42% Q-Q มาอยู่ที่ 1,380 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการตั้งสำรอง (Credit cost) ที่ 1.2% ของสินเชื่อรวมลดลงจาก 1.8% ในไตรมาสแรกปี 2558 เพราะภาพรวม NPL ของ TMB ที่ลดลงจากการขายออกไปในระหว่างไตรมาส

ขณะเดียวกัน คาดว่ากำไรของ KTB จะหดตัวมากที่สุดราว 17% Q-Q และ 14% Y-Y เหลือ 6,500 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่าค่าเผื่อสำรองหนี้สูญในไตรมาส 2/2558 จะเพิ่มขึ้น 81% Q-Q และ 24% Y-Y และคิดเป็น Credit cost ที่ 1.36% มากกว่าระดับปกติที่ 0.7-0.8% 

Top Pick คือ TISCO

ก่อนหน้านี้เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิในปีนี้ของกลุ่มธนาคารลงจากเดิม 7% เหลือ 1.98 แสนล้านบาท หดตัว 3.5% Y-Y ลดลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2550 ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อที่อ่อนแอลง แต่ราคาหุ้นที่ปรับลงมาแล้วเกือบ 20% นับจากต้นปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในตลาด ถือว่าสะท้อนผลประกอบการที่มีแนวโน้มลดลงไปแล้ว

เราเชื่อว่านักลงทุนจะไม่สนใจผลกำไรในไตรมาสนี้มากนัก แต่จะสนใจกับระดับ NPL มากกว่า ซึ่งหากลามไปสู่กลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่อาจสร้างความประหลาดใจเชิงลบตามมาอีกได้ แต่ ณ ระดับราคาหุ้นในปัจจุบัน Downside ของกลุ่มแบงก์เริ่มจำกัด โดย TISCO ตอบรับข่าวร้ายหมดแล้ว และเป็นธนาคารในไม่กี่แห่งที่กำไรในปีนี้ขยายตัวได้เพราะ TISCO ผ่านช่วงที่ NPL สูงสุดที่สุดไปแล้วในปีก่อน

ผลกระทบของ TISCO มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับลง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทุกแบงก์ต้องเผชิญ นักวิเคราะห์ของเราจึงเลือก TISCO เป็น Top Pick ด้วยราคาพื้นฐาน 56 บาท ส่วน KBANK ที่เราเคยชอบมากมาโดยตลอด ปัจจุบันชอบน้อยลงจึงถอด KBANK ออกจากการเป็น Top Pick แต่ก็ยังเป็นธนาคารที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐานที่ประเมินไว้ที่ 219 บาท

ของแถมเป็นหุ้นปันผล

ในช่วงที่ตลาดแกว่งตัวไร้ทิศทางเช่นนี้ เราคัดหุ้นปันผลมาให้เป็นทางเลือกในการออมแก่นักลงทุน โดยหุ้นเหล่านี้นอกจากจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงเฉลี่ย 5.7-9.5% แล้ว ยังมีพื้นฐานที่ดี และราคาหุ้นปรับลงมาให้ทยอยสะสมได้ ได้แก่ ADVANC, ASK, ASP, BTS, CSL, INTUCH, JASIF, QH, THANI, TRUEIF และ TVO

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ