
นักวิชาการแนะรัฐวางระบบบริหารจัดการน้ำใหม่
นักวิชาการทีดีอาร์ไอแนะรัฐยกการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระชาติ รื้อระบบใหม่ทั้งหมด ส่งเสริมประชาชนมาเป็นกรรมการ
นักวิชาการทีดีอาร์ไอแนะรัฐยกการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระชาติ รื้อระบบใหม่ทั้งหมด ส่งเสริมประชาชนมาเป็นกรรมการ
นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวทิยาลัยรังสิตกล่าวในการเสวนาเรื่อง ทางออกเกษตรกรไทย ฝ่าวิกฤติภัยแล้งเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ว่า จากการติดตามสภาพอากาศและแบบจำลองต่างๆพบว่าสิ้นฤดูฝนปี 2558 ในวันที่ 1 พ.ย. จะมีปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักคือเขื่อนภูมิพลสิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ แควน้อยบำรุงแดน ประมาณ 3,500-3,800ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หากลบการใช้น้ำตามภารกิจสำคัญเช่นการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศไล่น้ำเค็ม แล้วจะเหลือน้ำใช้สำหรับการทำเกษตรเพียง 1,600 ลบ.ม. ซึ่งไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังที่ในปี58 กรมชลประกาศไม่ส่งน้ำทำนาปรังก็ยังมีการทำนาไปถึง 6 ล้านไร่และจะทำให้เกิดความเสี่ยงซ้ำรอยปี 2558ดังนั้นรัฐจะต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้ดีและอาจจะต้องมีการวางแผนจัดสรรน้ำหรือปันส่วนน้ำเหมือนประเทศไต้หวัน
ทั้งนี้เห็นว่าหากรัฐลดการระบายน้ำลงจาก 28 ล้านลบ.ม.ต่อวันก็จะส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐต้องการกล้าประกาศว่าจะรักษานาได้เท่าไหร่ เช่นที่โครงการมโนรมย์มีการปลูกข้าว 4.8 แสนไร่ แต่จากปริมาณน้ำทำให้มีการออกมาประกาศว่าจะรักษานาได้ประมาณ 2 แสนไร่เท่านั้น และจัดรอบเวรการบริหารน้ำให้ดีเพราะแย่งน้ำกันแน่โดยประสานกับกระทรวงมหาดไทยและทหารเพราะขณะนี้ที่ยังพอไปได้เพราะทหารลงพื้นที่ไม่งั้นวิกฤตกว่านี้ สำหรับเกษตรกร ที่ปลูกข้าวแล้วเสียหายรัฐต้องมีมาตรการชดเชยส่วนที่ปลูกไม่ได้เท่าไหร่ เพราะ 3 ฤดูทำนาแล้วที่เกษตรกรส่วนมากไม่ได้ทำ
ด้าน นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณจากทีดีอาร์ไอ กล่าวว่าปริมาณน้ำในเขื่อนที่น้อยเพราะการบริหารที่ผิดพลาดของรัฐที่ปี 2555ปล่อยน้ำมากเกินไป ทั้งนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเกษตรกรเสี่ยงเสียหายก็ต้องออกมาตรการมาให้ชัดว่าในระยะสั้นจะช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่ได้ทำนาอย่างไรและมองไปข้างหน้าว่านาปรัง58/59 จะให้เกษตรกรทำอะไรหรือมีมาตรการเยียวยาอย่างไร
ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับมาตรการให้เกษตรกรกู้เงินเพราะจะเป็นการซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนอย่างไรก็ตามจากการวิจัยพบว่าเกษตรกรไทยอยากได้เงินในขณะที่เกษตรกรประเทศอินเดียอยากได้ปัจจัยการผลิตและยังพบอีกว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลไทยทำให้เกิดปัญหาเกษตรกรพยายามทำตัวให้อยู่ในความเสี่ยงเพื่อรับเงินชดเชยหรือภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า พฤติกรรมศีลธรรมวินาศ
การบริหารจัดการน้ำรัฐบาลต้องยกเป็นวาระรัฐแห่งชาติกำหนดวาระการใช้น้ำที่สำคัญและต่อไปต้องบรรจุในกฎหมายที่กำลังจะออกมาเพื่อวางระบบบริหารน้ำใหม่ ให้มีประสิทธิภาพภาพ วางแผนการผลิตพืชรวมถึงกระทรวงเกษตรฯต้องดูว่าจะลดการปลูกข้าวได้อย่างไรเพราะในข้อเท็จจริงน้ำกว่า 50 % ในการปลูกข้าว กลายเป็นว่าเป็นการอุดหนุนให้คนต่างชาติกิน ดังนั้นควรหมดยุคของฟรีแต่หากพูดเรื่องนี้ทั้งอธิบดีกรมชลฯและรมว.เกษตรฯอาจต้องไปก่อนเวลา
นายนิพนธ์เสนอว่าในระยะยาวรัฐต้องวางระบบบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งหมดโดยมองภาพร่วมข้ามปีแทนการบริหารรายปีและวางระบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมาเป็นกรรมการ ในขณะที่การช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรควรปรับระบบประกันภัยพืชผลเข้ามาโดยให้รัฐช่วยเหลือเบี้ยประกันส่วนหนึ่งและ อนาคตควรให้กรรมการผู้ใช้น้ำสามารถเก็บค่าใช้น้ำได้เพื่อใช้ในการบำรุงรักษาคูคลอง
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญสุดในการบริหารน้ำขณะนี้คือต้องไม่ให้น้ำดื่มกินขาดแคลนโดยปริมาณน้ำที่มีในเขื่อนขณะนี้ พบว่ากรุงเทพฯยังไม่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำที่ชัดเจนแต่จะมีความเสี่ยงเรื่องของปัญหาน้ำเค็มที่จะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆซึ่งทางประปาจะมีจุดแจ้งเตือนและไม่สูบน้ำในขณะนั้น ส่วนเขตปริมณฑลมีความเสี่ยงตรงที่ปีนี้ระบายน้ำเขื่อนออกมาน้อยอยู่แล้วระหว่างทางน้ำก็ถูกดักเข้านาอีก จึงเหลือน้ำไปถึงจุดสูบน้ำประปาน้อยจึงต้องขอร้องประชาชนให้ความร่วมมือในการใช้น้ำให้ประหยัด
“ส่วนจะขออำนาจนายกฯ ตามมาตรา 44ของรัฐธรรมนูญมาสั่งแก้ปัญหาน้ำหรือไม่นั้นขอร้องว่าอย่าไปใช้อำนาจนายกเปลือง เมื่อวันนี้ฟ้าฝนไม่รับผิดชอบประชาชนก็ต้องมาช่วยกัน ไม่ใช่ผมไม่คิดเรื่องนี้ แต่คิดจนนอนไม่หลับส่วนจะถึงขั้นห้ามกิจกรรมที่ใช้น้ำสิ้นเปลือง เช่น สนามกอล์ฟ หรือล้างรถหรือกิจกรรมอาบอบนวดหรือไม่ คิดว่าอาจจะจำเป็นเสนอครม.ขอความร่วมมือในการประหยัด คงห้ามไม่ได้เพราะเป็นประเทศเสรี แต่ต้องดูว่าครม.จะตัดสินใจอย่างไร”นายปีติพงศ์กล่าว
นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่า น้ำจืดที่นำมาผลิตน้ำดื่มขวดสำเร็จรูปไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียงแหล่งเดียว มีการนำน้ำบาดาลมาใช้ด้วย อย่าไปเร่งซื้อน้ำดื่มมากักตุนจะตกเป็นเหยื่อเปล่าๆ
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำหรับน้ำประปาสาขาธัญบุรี คลอง 13 อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่มีปัญหาสูบน้ำไม่ได้ขณะนี้แก้ไข โดยการขุดสันดอนทราย คลอง 13 ออกไปทำให้เริ่มกลับมาสูบน้ำได้แล้ว สาเหตุที่มีปัญหา เพราะบ่อเก็บน้ำของประปาธัญบุรี เก็บน้ำได้มากสุด 300,000 ลบ.ม. ตอนนี้มีน้ำอยู่ 1 ใน 4 ของบ่อแต่กรมชลฯ การันตี ว่าจะระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักอย่างต่อเนื่องไม่ให้เกิดขาดน้ำอีก กรณีเลวร้ายที่สุด ฝนไม่ตกเลยเขื่อนป่าสักจะมีน้ำใช้ไปได้อีกประมาณ 30 วันแต่ที่ผ่านมาป่าสักน้ำจะเต็มทุกปี







