posttoday
‘กรีซ’คลี่คลายดึงเงินเข้าตลาดหุ้น

‘กรีซ’คลี่คลายดึงเงินเข้าตลาดหุ้น

14 กรกฎาคม 2558

“กรีซ” มีพัฒนาการในเชิงบวกภายหลังที่ประชุมยูโรโซนอนุมัติเงื่อนไขข้อตกลงการช่วยเหลือกรีซ

โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ

“กรีซ” มีพัฒนาการในเชิงบวกภายหลังที่ประชุมยูโรโซนอนุมัติเงื่อนไขข้อตกลงการช่วยเหลือกรีซ แต่มีเงื่อนไขว่ากรีซต้องผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปเศรษฐกิจต่างๆ ภายในวันพุธที่ 15 ก.ค.นี้ ก่อนแผนการช่วยเหลือทางการเงินจะเกิดขึ้น การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวทำให้กรีซมีโอกาสอยู่ในยูโรโซนต่อไป

ข่าวดังกล่าวหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยขานรับในเชิงบวก แต่ถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ในสายตาของ “อุสรา วิไลพิชญ์” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)เพราะเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน แต่เรียกได้ว่ามีความคืบหน้าในเชิงบวก และเป็นผลดีต่อตลาดเงินและตลาดทุน ทำให้ความผันผวนของตลาดลดลง

คนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น มีโอกาสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าลงทุนในไทย เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2558 มีความเป็นไปได้ว่าจะขยายตัวถึง 4-4.5% และสูงกว่าในครึ่งแรกของปีนี้ คาดว่าจะโต 3.3%  และเฉลี่ยทั้งปีน่าจะเติบโตประมาณ 3%

สาเหตุที่เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีกว่านั้น เป็นผลจากการลงทุนภาครัฐ ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้น และมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชนตามมา

ขณะที่ “ภัยแล้ง”ทุกคนต่างมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ “อุสรา” กลับมองว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญกับปัญหาภัยแล้งเพียงประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งเวียดนาม อินเดีย จากภาวะเอลนินโญ ดังนั้นจะทำให้ราคาผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยางพารา ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2558

“กรณีปัญหากรีซคลี่คลายและเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยมีการฟื้นตัว มองว่าโอกาสเงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้าประเทศไทย เพราะยอดการถือครองสุทธิในหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติถือว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปี และยอดการถือครองในพันธบัตรต่ำกว่า 10% จากเคยสูงถึงระดับประมาณ 20% ของยอดคงค้างอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย อยู่ในระดับสูงถึง 35% และมาเลเซีย 30% ของยอดพันธบัตร ดังนั้น หากเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับจะเป็นโอกาสของประเทศไทย และผลดีของการถือครองต่ำนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อตลาดเงินและตลาดทุนไทย ในกรณีเลวร้ายสุด กรีซไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ โอกาสประเทศไทยจะถูกแรงเทขายหนักๆ จากต่างชาติก็ไม่มี” อุสรา กล่าว

ไม่เพียงแต่ตลาดการเงินและตลาดทุนที่เฝ้ารอบทสรุปวิกฤตหนี้กรีซ ผู้ค้าและนักลงทุนทองคำต่างยกให้ เป็นปัจจัยสำคัญลำดับแรกที่มีผลต่อทิศทางราคาทองคำในช่วง 1-3 เดือนนี้

“กมลธัญ พรไพศาลวิจิต” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนัก ปัญหาหนี้สินของกรีซ เป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในประเทศช่วงเดือน ก.ค. ด้วยสัดส่วนถึง 43.72% มากที่สุด ตามด้วยการอ่อนค่าของเงินบาท 40.47% และการอ่อนค่าของค่าเงินสหรัฐ 30.23%

ขณะที่ปัจจัยลบ ให้น้ำหนักกับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นอันดับแรก 46.51% ตามด้วยแรงขายเก็งกำไร 40.23% และการแข็งค่าเงินบาท 29.77%

“กมลธัญ” กล่าวว่า กรีซจะมีพัฒนาการไปในทิศทางที่ดี แต่ก็ยังไม่ได้วางใจ และแบ่งทางออกของกรีซไว้ 3 แนวทางด้วยกัน

กรณีแรกเจ้าหนี้ผ่อนปรนเงื่อนไข และอนุมัติเงินกู้รอบใหม่ให้กรีซ จะทำให้กรีซมีเงินชำระหนี้ระยะสั้นและผ่านวิกฤตรายจ่ายในประเทศ แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก จากความอ่อนแอในภาคธนาคารกลางผลกระทบจากการชะลอตัวในด้านการบริโภค

ผลกระทบจะทำให้ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงจากความเสี่ยงกรีซ เม็ดเงินจะไหลกลับเข้ายุโรปอีกครั้ง ส่วนผลกระทบต่อราคาทองคำเพียงเล็กน้อย ทองคำน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1,150 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ถึงระดับ 1,220-1,230 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือ 18,000-19,000 บาท/น้ำหนักทองคำ 1 บาท

กรณีที่ 2การเจรจายืดเยื้อ ผลกระทบต่อค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่า ตลาดหุ้นยุโรปและราคาน้ำมันดิบอ่อนตัว ส่วนราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หรือคาดว่าจะอยู่ในช่วง 1,200-1,250 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือประมาณ 18,500-19,500 บาท/น้ำหนักทองคำ 1 บาท

กรณีที่ 3 กรณีเลวร้ายสุด ไม่สามารถเจรจาของรับเงินช่วยเหลือ และกรีซต้องออกจากยูโรโซน เพื่อกลับไปใช้นโยบายทางการเงินของตัวเอง แนวทางนี้จะสร้างความผันผวนและผลกระทบวงกว้างทั้งเจ้าหนี้และการโยกย้ายเงินของนักลงทุน

แนวทางนี้ค่าเงินยูโรจะอ่อนค่าลงอย่างหนัก มีความเสี่ยงจะเกิดวิกฤตการเงินในกรีซและยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สินในระดับสูง ค่าเงินสหรัฐและราคาทองคำจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน คือปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย มีโอกาสเห็นราคาทองคำจะอยู่ในช่วง 1,230-1,280 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือประมาณ 19,000-20,500 บาท/น้ำหนักทองคำ 1 บาท

พร้อมกันนี้ ทางศูนย์วิจัยทองคำ ยังได้เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือน ก.ค. อยู่ที่ระดับ 47.52 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย 4.41 จุด แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 จุด สะท้อนมุมมองราคาทองคำในประเทศฟื้นตัว แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของกลุ่มผู้ค้าทองคำมีมุมมองเชิงบวก โดยมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 66.60 จุด เพิ่มขึ้นถึง 17.31 จุด จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 49.29 จุด ขณะที่กลุ่มผู้ลงทุนอยู่ที่ 41.64 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.28 จุด

สาเหตุที่ทำให้ผู้ค้าทองคำมีความเชื่อมั่นต่อราคาทองคำในช่วง 1 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นเพราะความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ประกอบกับราคาทองคำอ่อนตัวอย่างมากเมื่อช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ในระยะกลางกลุ่มตัวอย่างยังขาดความมั่นใจว่าราคาทองคำจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้เผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO NIDA Investor Sentiment Index) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้ง 4 กลุ่ม ที่มีต่อระดับดัชนีในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 98.28  เพิ่มขึ้น 11.48% เมื่อเทียบกับสำรวจครั้งก่อนอยู่ที่ 88.16 โดยระดับดัชนีดังกล่าวถือว่ายังอยู่ในแนวโน้มทรงตัว (Neutral)

หากพิจารณาในมุมมองของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม กลับพบว่านักลงทุนในประเทศทั้งรายย่อยนักลงทุนสถาบัน และพอร์ตลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ ต่างมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น หรือจากระดับ 88.17 73.68 และ 77.77 จากการสำรวจครั้งก่อนหน้า เพิ่มขึ้นเป็น 100.69  92.86 และ 100 ตามลำดับ และยังมีแนวโน้มทรงตัว มีเพียงนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงจาก 100 เหลือ 71.43 และทำให้แนวโน้มจากทรงตัว มาเป็นแนวโน้มซบเซา (Bearish)

หมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง เป็นกลุ่มที่น่าลงทุนมากที่สุด ขณะที่หมวดอุตสาหกรรมเหล็ก ไม่น่าลงทุนที่สุด นอกจากนี้ นโยบายด้านเศรษฐกิจนับเป็นปัจจัยบวกที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด ส่วนสถานการณ์ในต่างประเทศเป็นปัจจัยเชิงลบที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ