
ไดเมนชั่นดาต้าปรับธุรกิจ รองรับคลาวด์แบบผสม
ในยุคที่ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มหันมาใช้งานคลาวด์สาธารณะกันมากขึ้น
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ในยุคที่ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มหันมาใช้งานคลาวด์สาธารณะกันมากขึ้น การ์ดเนอร์และแอคเซนเซอร์เคยคาดการณ์ตลาดคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 2.7 หมื่นล้านบาท แต่จากข่าวลือเกี่ยวกับการขโมยข้อมูลของคลาวด์สาธารณะหรือไพรเวทคลาวด์ ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้งานลดลงอย่างมาก ส่งผลให้รูปแบบการลงทุนอาจจะไม่ใช่การใช้งานคลาวด์แบบเต็มตัว และองค์กรส่วนใหญ่มองว่าการเลือกใช้งานคลาวด์แบบผสมผสาน หรือไฮบริดคลาวด์ อาจจะป้องกันปัญหาและลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวได้ดีกว่า
สุทัศน์ คงดำรงเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดเมนชั่น ดาต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า รูปแบบการให้บริการคลาวด์ในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือนี้ ต้องปรับรูปแบบการทำงาน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น นอกจากแค่เรื่องของการขายโครงสร้างระบบและซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว การเลือกใช้กลยุทธ์ขายเซอร์วิส หรือเน้นการให้บริการด้านคำปรึกษาและวางระบบ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีและขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ได้มากกว่าการเป็นเพียงผู้ขายซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว
“เราเชื่อมั่นว่าการให้บริการรูปแบบนี้ จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าไทยในปีนี้ประมาณ 10 ราย จากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งเราตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 10% และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีลูกค้าของบริษัทใช้งานคลาวด์แบบไฮบริดเพิ่มขึ้น 30% เพราะในไทยมีผู้ให้บริการเพียง 2 รายเท่านั้น” สุทัศน์ กล่าว
ในต่างประเทศแม้จะมีการใช้งานคลาวด์มากกว่าในไทย แต่ก็เป็นรูปแบบของคลาวด์แบบไฮบริดเช่นกัน เพราะองค์กรส่วนใหญ่มองว่าการใช้งานคลาวด์นั้นจะต้องแบ่งรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลเป็น 2 แบบ คือ เก็บข้อมูลด้านธุรกิจเชิงลึกไว้บนคลาวด์ส่วนตัวหรือไพรเวท คลาวด์ และข้อมูลในส่วนอื่น เช่น การสื่อสารบนโลกโซเชียลกับลูกค้า หรือข้อมูลที่ไม่สำคัญมากไปเก็บไว้บนพับลิกคลาวด์ ซึ่งการเก็บข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ จะต้องมีซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมเข้ามาช่วยบริหารจัดการได้
“เทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้สำหรับรองรับการให้บริการ จะรองรับระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของทุกค่าย เพราะระบบค่อนข้างมีความซับซ้อน ถ้าองค์กรลงทุนเองอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูงกว่าการว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว และตอนนี้เศรษฐกิจก็ไม่ดีมาก หากต้องลงทุนเองทั้งหมด กว่าที่ทีมไอทีจะเข้าใจระบบงานก็เสียเวลากว่าจะพร้อมใช้งาน” สุทัศน์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังขยายรูปแบบการให้บริการไปยังตลาดต่างประเทศด้วย เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเริ่มบุกประเทศเพื่อนบ้านในเออีซีมากขึ้น บริษัทก็ร่วมไปให้บริการ เพราะการสั่งงานผ่านระบบไอทีของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม สถาบันการเงินและค้าปลีก ที่เตรียมขยายสาขามากขึ้น
สุทัศน์ ยังกล่าวอีกว่า “การขยายตลาดของธุรกิจเหล่านี้ ย่อมต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว แต่การรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ ใช้งานรูปแบบของคลาวด์ จะช่วยลดต้นทุนในการทำงานระยะยาวได้ดีกว่า อีกทั้งธุรกิจก็ไม่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์ ให้ยุ่งยาก เพราะระบบซอฟต์แวร์ของเราจะแก้ปัญหาได้แบบอัตโนมัติ 60% อีก 40% แบ่งเป็นการซัพพอร์ตจากทีมไอทีที่มีความเชี่ยวชาญกับการวางโครงสร้างอื่นๆ เพิ่มเติมของแต่ละองค์กร”







