
ท่องเที่ยวดันเศรษฐกิจไทย ความหวังที่อาจไม่เป็นจริง
ความหวังที่จะใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทดแทนการส่งออกที่หดตัวรุนแรง
ความหวังที่จะใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ทดแทนการส่งออกที่หดตัวรุนแรง เหมือนจะริบหรี่ลง หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนเกิดความร้อนแรงจนเกินควบคุม จากการปล่อยปละละเลยให้นักลงทุนเข้าไปเล่นหุ้นเก็งกำไรอย่างสนุกสนาน ปั่นกันจนฟองสบู่แตกโพละ
สิ่งที่ตามมาทันทีจากฟองสบู่หุ้นจีนแตก คือ ผลทางด้านจิตวิทยาทำให้คนเล่นหุ้นที่คาดกันว่ามีประมาณ 90 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 1,300 ล้านคน รู้สึกว่าตัวเองจนลงตามมูลค่าหุ้นที่หายไป ก็จะชะลอการใช้จ่ายเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง
ผู้ประกอบกิจการทัวร์ประเมินว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและฟองสบู่ตลาดหุ้นแตกในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอาจลดลงประมาณ 20% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะนี้อาจยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าตลาดหุ้นจีนที่ตกต่ำจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวไทย หรือจะกระทบแค่ระยะสั้น
แต่มองไปข้างหน้าก็น่าจะมีความกังวลมากกว่าโล่งใจ
การส่งออกไทยที่มีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 13.1 ล้านล้านบาทนั้น ในปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดคาดการณ์ลงมาแล้วว่าอาจจะติดลบ 2% ทั้งปริมาณและมูลค่า
ส่วนการท่องเที่ยวนั้น ในปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 15-20% ของจีดีพีไทย ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีความไม่สงบทางการเมือง การท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบมาก แม้จะมีการรัฐประหารก็ยังได้รับผลกระทบจากกฎอัยการศึก และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปหายไป แต่ก็ยังได้นักท่องเที่ยวจากจีนมาทดแทน
การได้นักท่องเที่ยวจีนมาแม้จะเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายน้อยกว่ากลุ่มยุโรป แต่ก็ช่วยดันให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังสลบให้ฟื้นขึ้นมาได้ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งที่เคยระงับการให้สินเชื่อกับเอสเอ็มอีที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว ทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ก็เริ่มจะให้สินเชื่อบ้างแล้ว
แต่วิกฤตตลาดหุ้นจีนเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของรัฐบาลไทย การมองโลกสวยว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนเลย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จะส่งผลกระทบมากหรือน้อยต่างหาก เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อไป
คนที่ใกล้ชิดกับภาคการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย โดย วิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกสมาคม ระบุว่า วิกฤตในจีนนั้นเชื่อว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยลดลงมากนัก เพียงแต่ต้องใช้โอกาสนี้ในการคัดกรองคุณภาพนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นแทนการเน้นแต่ปริมาณ เพื่อป้องกันการเปิดช่องให้เกิดปัญหาทัวร์ราคาถูก (ทัวร์ศูนย์เหรียญ) เพิ่มมากขึ้น
“ไทยควรจะใช้โอกาสนี้ในการเน้นเรื่องคุณภาพนักท่องเที่ยวจากจีนที่จะเข้ามาเที่ยวในไทยมากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นมีแนวโน้มที่อาจจะเกิดปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวและประเทศไทย เนื่องจากรายได้ที่เกิดขึ้นก็จะไม่เข้าประเทศ อีกทั้งยังอาจทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเสียหายได้ เพราะทัวร์ศูนย์เหรียญเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนอมินีและอาจนำไปสู่การท่องเที่ยวทางเพศ และปัญหาการใช้ไกด์เถื่อนตามมาได้” วิโรจน์ กล่าว
สำหรับปัญหาไกด์เถื่อนเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ปัจจุบันไกด์ภาษาจีนของไทยก็ไม่อยู่ในขั้นที่เรียกว่าขาดแคลน แต่เป็นเพราะบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญต่างนิยมใช้คนที่มีเชื้อสายจีนและสามารถพูดสื่อสารภาษาจีนได้ดีกว่าในการทำหน้าที่เป็นไกด์พิเศษให้แทนการจ้างไกด์ถูกกฎหมาย
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่า ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากถึง 7 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 5 ล้านคน
ด้าน อภิรดี ตันตราภรณ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจีนจะสามารถควบคุมสถานการณ์เศรษฐกิจได้ เพราะจีนมีเงินทุนสำรองมาก สามารถใช้เม็ดเงินที่มีอยู่เข้าควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามได้ ซึ่งในภาพรวมจะไม่กระทบกับการค้าระหว่างไทยและจีน รวมถึงแผนกระตุ้นการส่งออกที่เน้นการบุกตลาดเมืองรองในจีนที่ยังมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีและมีจำนวนประชากรมาก ขณะที่เมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ยังคงให้รักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จะกระทบความเชื่อมั่นและกำลังซื้อภายในของจีนบ้าง
หากวิกฤตจีนอยู่ในวงจำกัด และรัฐบาลจีนสามารถจัดการปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผลกระทบต่อไทยคงไม่มากอย่างที่ห่วง แต่ขณะนี้ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างที่คาดหรือไม่
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 3.3% จากเป้าหมายเดิม 3.5% เป็นการลดลงรอบที่ 2 ของปีนี้ และในครึ่งปีหลังก็ยังไม่รู้ว่าจะมีการลดคาดการณ์เศรษฐกิจลงอีกหรือไม่ การลดลงของจีดีพีโลกก็หมายถึงการหดตัวของปริมาณการค้าการท่องเที่ยวโลกด้วย
หากนักท่องเที่ยวจีนลดลง การท่องเที่ยวในปีนี้จะขยับให้ถึงเป้าหมายคงจะยาก เพราะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่นิยมเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ของไทยก็ลดจำนวนลงจากการระบาดของไวรัสเมอร์ส ที่แม้จะซาลงไปแล้วแต่ก็ยังต้องมีการเฝ้าระวัง ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซก็เป็นชนวนที่จะทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มอียูไม่ขยายตัว จำนวนนักท่องเที่ยวอียูอาจจะไม่กลับมาเร็วภายใน 1-2 ปีนี้
อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คงหวังพึ่งปาฏิหาริย์ได้เพียงอย่างเดียว เพราะการส่งออกก็ฟุบยากที่จะฟื้น การบริโภคภายในก็ยังชะลอตัว การลงทุนภาครัฐที่เป็นเรื่องเดียวที่รัฐบาลควบคุมได้ก็ดูท่าทางจะเป็นหมัน ส่วนการท่องเที่ยวก็ยังไม่สามารถคาดหวังได้
ข่าวร้ายเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศรายวันนี้ ข่มเศรษฐกิจไทยทำให้ยังเงยหน้าอ้าปากไม่ได้ในปีนี้ หากเศรษฐกิจโตได้ถึง 3% ก็นับว่าเป็นโชคดีมากกว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล







