
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
ทายาทของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม”
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
ทายาทของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อย่าง “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” เป็นหนึ่งในผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามอง หลังจากเข้ามาเสริมทัพให้กับ “ศุภาลัย” ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีเจเนอเรชั่นแรกอย่าง “ประทีป” และ “อัจฉรา” ตั้งมติธรรม ร่วมปลุกปั้นมาตั้งแต่ปี 2532 จนปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นๆ ที่พัฒนาทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า เข้ามาช่วยงานในศุภาลัยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว เริ่มจากการเข้าไปร่วมงานกับบริษัทร่วมทุนที่พัฒนาโครงการที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเวลานั้นมีโอกาสได้รับผิดชอบเองหมด ถือเป็นฉากแรกแห่งความท้าทาย ถ้าขาดทุนก็ตัวเรา ถ้ากำไรก็ตัวเรา และด้วยข้อจำกัดหลายอย่างโครงการที่เข้าไปร่วมพัฒนานั้นก็ไม่ได้กำไร
“ในความเป็นลูกชายก็มีข้อเสียจากความกดดันหลายด้าน เพราะบริษัทก็ขาดทุน ยากลำบาก แต่ผมไม่ใช่คนคิดมาก ก็เอาความกดดันนั้นมาเป็นความท้าทายในการพิสูจน์ฝีมือ หลังจากนั้นก็เริ่มเสนอซื้อที่ดินแปลงใหม่ในขอนแก่น เริ่มพัฒนาโครงการใหม่ขาย ก็ไปได้”
ต่อจากนั้น ก็เริ่มเข้ามาช่วยในเรื่องการซื้อที่ดินในกรุงเทพฯ เพราะบริษัทกำลังจะขยายการเติบโต ต้องมองหาที่ดินใหม่ๆ เพื่อขยาย โดยส่วนตัวเป็นคนถนัดเรื่องไดเรกชั่น หรือถนนหนทางต่างๆ อยู่แล้ว ทำให้การเข้ามารับหน้าที่นี้แล้วค่อนข้างสนุก แต่ก็ต้องเรียนรู้เยอะ เพราะต้องเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ทั้งผังเมือง กฎหมายก่อสร้าง กฎหมายจัดสรรฯ ต้องเข้าใจเรื่องระยะถอยร่น หรือเซตแบ็ก ขนาดถนน เพื่อมองที่ดินแปลงนั้นๆ ให้ขาด พร้อมกับศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนเบื้องต้น (Feasibility study)
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสช่วยคุณอัจฉรา (คุณแม่) ทำในด้านไออาร์ (Investor Relations) หรือนักลงทุนสัมพันธ์ด้วย ซึ่งเป็นงานที่น่าสนใจมาก เพราะได้พูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ไปโรดโชว์นำเสนอข้อมูลความน่าสนใจของศุภาลัยให้นักลงทุนในต่างประเทศ ทำให้ได้รับทราบผลตอบรับจากลูกค้าต่างชาติ ซึ่งได้ประโยชน์มาก “โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบฟัง ฟังนักลงทุน ฟังพนักงานขาย ฟังวิศวกร ผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนงานต่างๆ ล้วนให้ข้อมูลที่น่าสนใจ”
ไตรเตชะ กล่าวว่า ดูแลในด้านการซื้อที่ดินประมาณ 2-3 ปี ก็เริ่มขยับไปดูแลงานโครงการในต่างจังหวัด เพราะเวลานั้นศุภาลัยเริ่มขยายการลงทุนไปตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ซึ่งยอดขายตลาดต่างจังหวัดของศุภาลัยถือว่าสูงมาก สัดส่วนมากถึง 20% เป็นช่วงสร้างการยอมรับและเพิ่มความรับผิดชอบ โดยในเวลานั้นคุณอธิป พีชานนท์ อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย ดูแลตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก
ปัจจุบันขยายความรับผิดชอบมาดูแลภาพรวมมากขึ้น ครอบคลุมโครงการในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ และชลบุรี โดยต้องยอมรับว่า ตลาดในกรุงเทพฯ สนุกกว่าตลาดต่างจังหวัด เพราะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ตลาดเปิดกว้างจะทำโครงการที่ไหนก็ได้ ในซอยก็ทำได้ ในเมืองก็มีความหลากหลาย หรือจะขยับไปทำรอบนอกเมืองก็ยังมีความต้องการ แค่เลือกโปรดักต์ให้ถูกกับทำเลนั้นๆ
ขณะที่ตลาดต่างจังหวัด แค่ 2-3 โครงการก็ครอบคลุมความต้องการแล้ว เพราะตลาดเล็กกว่ามาก เช่นเดียวกับตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ก็เป็นตลาดที่ท้าทายมากจากการแข่งขันสูง ส่วนต่างจังหวัด คอนโดมิเนียมก็ทำได้ แต่ถ้ามากไปก็มีปัญหา
สำหรับเทคนิคการซื้อที่ดินไม่ค่อยต่างกัน แต่ต่างจังหวัดมีพื้นที่พัฒนาโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดได้น้อยกว่า ซึ่งราคาที่ดินในหลายจังหวัดช่วงปี 2555-2556 ขยับขึ้นไปแรงมาก จากกระแสข่าวการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงของภาครัฐ รวมถึงการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเข้าไปพัฒนาโครงการจำนวนมาก ส่วนกรุงเทพฯ มูลค่าที่ดินปรับขึ้นไปตามการมีรถไฟฟ้า ถนนเส้นทางใหม่ หรือทางด่วน
“สิ่งที่เหมือนกันในการซื้อที่ดิน ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด คือ มูลค่าของที่ดินขึ้นเร็ว ถ้าที่ดินแปลงไหนราคาโอเวอร์เกินไป ก็ต้องหักห้ามใจ แต่ถ้าเจอว่าใช่ วางผังคร่าวๆ คำนวณทุกอย่างต้องให้เสร็จ แล้วตัดสินใจให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์”
จากการเข้ามาช่วยเสริมทัพในศุภาลัยจากวันแรกถึงวันนี้ แนวทางการทำงานไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงแต่ความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องดูภาพรวมมากขึ้น เพราะโครงการที่ต้องดูแลรับผิดชอบเพิ่มจาก 20 โครงการ เป็น 80 โครงการ อาจจะไม่มีเวลาลงรายละเอียดมาก แต่ก็ต้องหาเวลาไปสัมผัสกับลูกค้า พูดคุยกับพนักงานขาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เพราะความคิดเห็นของลูกค้าจะนำไปสู่การพัฒนาสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการในการอยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งรูปแบบที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ศุภาลัย โดยส่วนตัวมองว่าไม่ต้องปรับอะไรมาก เพราะดีอยู่แล้ว สะท้อนได้จากยอดขายที่ดีและการเติบโตต่อเนื่องทุกปี แสดงให้เห็นว่าบริษัทเดินมาถูกทางแล้ว
ด้านปรัชญาการทำงาน ทายาทบริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ไม่มีอะไรมาก เพราะจะมีเพียงคำพูดสวยหรูไม่ได้ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเห็นความมุ่งมั่นและทุ่มเทของคุณประทีปและคุณอัจฉรา (คุณพ่อและคุณแม่) ไม่ต้องพูดอะไรเลย ไม่ต้องมีคำพูดเก๋ๆ เพราะการกระทำสำคัญกว่าคำพูด เป็นสำนึกว่าจะต้องทำให้ดีต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเกิดจากการเห็นการกระทำของคุณพ่อคุณแม่ที่มีความตั้งใจในการทำงาน
“ศุภาลัยเป็นบริษัทที่พ่อแม่ตั้งมา วันนี้เป็นบริษัทมหาชน จะทำอะไรก็ต้องเอาบริษัทเป็นที่ตั้ง อะไรที่คิดแล้วว่าเสี่ยง เราจะไม่เอาบริษัทเข้าไปเสี่ยงเลย อะไรที่เซฟให้บริษัทได้ ก็ต้องเซฟ เราไม่ถือที่ดินแปลงไหนเป็นส่วนตัวเลย มีแค่บ้านส่วนตัว ถ้ามองว่าที่ดินแปลงนี้ควรเป็นของบริษัทก็ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งการที่บริษัทเติบโต พนักงานเติบโต ผู้ถือหุ้นได้ปันผลที่ดี ล้วนเป็นความภูมิใจของเราทุกคน”ไตรเตชะ กล่าวทิ้งท้าย







