
อีคอมเมิร์ซไต้หวันบุกไทย เออีซีหนุนโอกาสโตมหาศาล
ผลการสำรวจธุรกิจค้าปลีกไทยในปี 2556 พบว่ามีมูลค่าตลาดกว่า 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ผลการสำรวจธุรกิจค้าปลีกไทยในปี 2556 พบว่ามีมูลค่าตลาดกว่า 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยโตเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาหรือจีนที่มีสัดส่วนการเติบโต 8-9% และไต้หวันที่มีสัดส่วน 11% เมื่อเทียบกับตลาดค้าปลีกโดยรวม แสดงว่าไทยยังมีโอกาสการเติบโตอีกมาก หากมีการพัฒนาและวางแผนรองรับให้ดี เพราะยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของไต้หวันอย่าง พีซีโฮม ออนไลน์ ยังเลือกเจาะตลาดไทยก่อนประเทศ อื่นๆ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
หงจื้อจัน ประธานสมาคมผู้ประกอบการอินเทอร์เน็ตและการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แห่งไต้หวัน และประธานกรรมการ บริษัท พีซีโฮม ออนไลน์ กล่าวว่า ประเทศไทยในสายตาของนักลงทุนไต้หวัน มองว่าเป็นประเทศที่มีโอกาสเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซสูงกว่าประเทศอื่นๆ ถึงแม้ว่าไต้หวันเองจะเป็นประเทศขนาดเล็ก และก็ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการซื้อขายออนไลน์อย่าง อาลีบาบา แต่ระบบอีคอมเมิร์ซและการซื้อขายระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) การซื้อขายจากธุรกิจไปสู่ธุรกิจและผู้บริโภค (B2B2C) และการซื้อขายระหว่างผู้บริโภค (C2C) ภายในประเทศนั้น ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
“มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไต้หวันนั้นอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11% ของมูลค่าเศรษฐกิจค้าปลีกภายในประเทศ ซึ่งไทยนั้นยังมีเพียง 0.2% หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หากมีการวางรากฐานด้านโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน เชื่อว่าในอีก 5-10 ปี ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์มีสัญญาณเติบโตอย่างมหาศาล” หง กล่าว
ดังนั้น หากภาครัฐของไทยมีการสนับสนุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายและข้อบังคับที่ชัดเจน จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้แก่ตลาดนักธุรกิจหน้าใหม่ที่เข้ามาลงทุนด้านอีคอมเมิร์ซได้อย่างแน่นอน เพราะจำนวนการใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยมีการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ และคนรุ่นใหม่ก็ใช้งานออนไลน์เก่งมากขึ้นด้วย
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การผลักดันประเทศให้เข้าสู่เทคโนโลยีด้วยการประกาศใช้นโยบายดิจิทัลอีโคโนมีนั้น จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจให้มีโอกาสใหม่ๆ โดยภาครัฐควรจะสนับสนุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นเครื่องมือให้เอกชนนำไปใช้งาน
“จำนวนประชากรไทยที่มีกว่า 67 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทั้งหมดกว่า 94.3 ล้านคน ซึ่งยอดผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือของไทยนั้น สูงกว่าจำนวนประชากรทั้งหมดถึง 138.7% ชี้ให้เห็นว่ามีคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการที่ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมผลักดันให้เกิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไฟเบอร์ออปติก 3จี และ 4จี ยิ่งทำให้คนที่ไม่เคยใช้งานออนไลน์อยากเข้ามาทดลอง เพื่อสร้างโอกาสทางรายได้ และยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง” สุวัจน์ กล่าว
สุวัจน์ ยังกล่าวอีกว่า หากปลายปีนี้มีการเปิดเออีซีจะยิ่งเพิ่มโอกาสมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางของประเทศในแถบนี้ ดังนั้นจึงต้องเร่งผลักดันภาคเอกชนและนักลงทุนหน้าใหม่ให้หันมาใช้งานออนไลน์ในการสร้างธุรกิจมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการซื้อขายในประเทศไปยังต่างประเทศได้
ขณะที่ ซื่อหยงเสิ่น รองประธานกรรมการ บริษัท แคล-คอมพ์ อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 25 ปี โดยทำธุรกิจในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ผลประกอบการล่าสุดอยู่ที่ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มีการจ้างงานพนักงานคนไทยกว่า 1.5 หมื่นคน และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
“การที่เลือกพีซีโฮม ออนไลน์ เข้ามาเป็นคู่ค้าเปิดช่องทางซื้อขายออนไลน์ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้น เพราะมองว่าเป็นบริษัทค้าปลีกออนไลน์ที่มียอดขายกว่า 2 หมื่นล้านหยวนไต้หวัน หรือประมาณ 102 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 70% ของธุรกิจออนไลน์ไต้หวัน หากนำกลยุทธ์และช่องทางซื้อขายออนไลน์มาใช้ในไทย ก็เชื่อว่าจะช่วยหนุนให้ตลาดออนไลน์ไทยเติบโตได้อย่างรวดเร็วมากกว่า
ประเทศอื่นๆ” ซื่อ กล่าว
ผู้ใช้งานออนไลน์ของไต้หวันนั้นมีมากถึง 95 ล้านบัญชี และส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาเพื่อทำการค้าแบบ C2C ทั้งสิ้น เพราะผู้ซื้อและผู้ขายเองต่างก็มองว่าช่องทางออนไลน์และเครื่องมือในการใช้งานนั้นสะดวกขึ้น จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจทั้งรายเล็กและใหญ่ได้มากกว่าในอดีต
ซื่อ ยังกล่าวอีกว่า อัตราการเติบโตของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซในไต้หวันนั้น มีการเติบโตมากกว่า 60% อย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้รูปแบบการใช้งานจะต้องง่ายและสะดวกในการชำระเงิน เพราะทั้งสองสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งหลักที่ผู้ให้บริการต้องคำนึงถึงอย่างมาก โดยตั้งเป้าการเติบโตในไทยปีแรกไว้ที่ 5%
“รูปแบบการให้บริการนั้น จะเป็นช่องทางการซื้อขายออนไลน์แบบลาซาด้า หรืออีเบย์ คือ เป็นการซื้อขายได้ทั้งแบบ B2C และ C2C แต่จุดเด่นในการให้บริการของเรา คือ เปิดให้โพสต์ขายสินค้าได้ฟรีใน 3 ปีแรก หากมีการซื้อขายเกิดขึ้น จะหักรายได้ 1.5% ต่อทรานแซคชั่น ถือว่าเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่าผู้ให้บริการรายอื่น โดยสินค้าที่น่าจะเข้ามาเจาะตลาดก่อน คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องนุ่งห่ม ตั้งเป้าจำนวนสินค้าในปีแรกไว้ที่ 5 ล้านรายการ” หง กล่าวสรุป







