
จับตาสงครามค่าเงิน สหรัฐ VS จีน
หลังจากที่ค่าเงินบาทครึ่งปีแรกแข็งค่าไม่หยุด จนเริ่มเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจไทย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
หลังจากที่ค่าเงินบาทครึ่งปีแรกแข็งค่าไม่หยุด จนเริ่มเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจไทย เอกชนในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็ออกโรงกดดันผ่านรัฐบาลว่า การส่งออกของไทยในปีนี้จะหลุดจากเป้าหมายมาก หากค่าเงินบาทแข็งค่ามากจนเกินไป
ช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าค่าเงินประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน 7-10% แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากจนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งในครึ่งปีแรก รอบแรกลดในเดือน มี.ค. 0.25% และรอบสองในเดือน มิ.ย. 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยลดลงมาอยู่ที่ 2%
เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาส 3 ของปีนี้ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากกรีซประกาศไม่ชำระหนี้ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำให้เกิดความปั่นป่วนในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีการพิจารณาว่าจะยังรับรองให้กรีซเป็นสมาชิกของอียูต่อไปหรือไม่
เหตุการณ์นี้ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างหนัก และวิกฤตตลาดหุ้นจีนที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนโลก ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงไปแตะ 34 บาท/เหรียญสหรัฐไปแล้วในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงไปแตะ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นไปได้ทั้งจากผลกระทบจากสถานการณ์กรีซ และกรณีตลาดหุ้นจีนที่ร่วงแรง ต้องดูกันต่อไป
อย่างไรก็ดี อรุณ จิรชวาลา กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทอาจดูเหมือนอ่อนค่าลง แต่อัตรา 34 บาท/เหรียญสหรัฐ ยังไม่ถือว่าเป็นอัตราที่อ่อนค่าที่จะช่วยให้การส่งออกดีขึ้น เพราะเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐสกุลเดียว แต่ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น เช่น เงินริงกิต เงินด่อง รูเปียห์ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศคู่แข่งส่งออกทั้งสิ้น
ทั้งนี้ อรุณเห็นว่าเงินบาทแข็งค่ากว่าเงินสกุลอื่นประมาณ 10% ดังนั้นจึงไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าต่ำเท่าคู่แข่ง เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ในหลายด้าน
สิ่งที่อรุณอยากให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์สงครามค่าเงินระหว่างสหรัฐและจีน เพราะจะมีผลต่อความผันผวนของเงินทุกสกุลในโลก
“สหรัฐเริ่มจะบีบจีนมากขึ้นซึ่งจะใช้แผนลดการนำเข้าสินค้าจากจีน ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนมากเนื่องจากราคาถูก เป็นการดำเนินนโยบายพยุงเงินเฟ้อไม่ให้สูงจนเกินไป แต่ขณะนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก หลายประเทศก็พยายามผลักดันการส่งออกด้วยการแข่งขันด้านราคาทำให้สหรัฐมีทางเลือกมากขึ้น” อรุณ กล่าว
นอกจากนี้ การที่สหรัฐกลับมาให้สิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี)กับสินค้าไทย 29 รายการ ก็เป็นหนึ่งในแผนการลดนำเข้าจากจีน แถมสหรัฐยังไปสนับสนุนประเทศที่มีความสัมพันธ์ไม่ดีกับจีน เช่น ญี่ปุ่น แม้กระทั่งหันไปสนับสนุนเวียดนาม
“สิ่งที่สหรัฐจะทำคือการบีบให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่าในที่สุดแล้วจีนจะต้องปล่อยให้ค่าเงินหยวนลอยตัว” อรุณ กล่าว
อรุณ ยังมองว่า หากสหรัฐจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้เป็นผลมาจากวิกฤตตลาดหุ้น และเศรษฐกิจจีนชะลอตัว แต่สหรัฐมองไปที่ยุโรป เป็นห่วงว่าวิกฤตจากกรีซจะลามไปยังประเทศอื่นในอียูมากกว่า
“หากต้องการให้เงินอ่อนค่าเทียบเท่าคู่แข่ง เช่น เงินริงกิตของมาเลเซีย เงินบาทอาจจะต้องอ่อนค่าลงมาที่ 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเรื่องค่าเงินบาทนี้อาจจะต้องอยู่ในการดูแลของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่แล้ว ซึ่งจะต้องติดตามดูนโยบายของ วิรไท สันติประภพ ว่ามีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ ซึ่งคงจะเห็นความชัดเจนในไตรมาสสุดท้ายของปีเมื่อเข้ารับตำแหน่ง” อรุณ กล่าว







