posttoday
พลิกมุมมองใหม่ อนาคตเอสเอ็มอีไทย

พลิกมุมมองใหม่ อนาคตเอสเอ็มอีไทย

09 กรกฎาคม 2558

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) จัดงาน เสือ สิงห์ กระทิง Talk ในหัวข้อ “พลิกวิกฤต ทำกำไร พลิกมุมใหม่ ให้ธุรกิจ” ไขมุมมองใหม่ให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย สำหรับการก้าวสู่ธุรกิจแห่งอนาคต แม้ว่าจะมีปัจจัยลบในการทำธุรกิจมากมาย แต่ยังมีตลาดสดใส โอกาสใหม่ และลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงรอเอสเอ็มอีไทยอยู่ อยู่ที่เอสเอ็มอีจะพร้อมก้าวไปสู่ตลาดใหม่หรือไม่

“เรืองโรจน์ พูนผล” อดีตนักการตลาดของ Google และผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน 500 TukTuks เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีไทยสามารถปรับแนวคิดการทำธุรกิจใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีมาสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยใช้รูปแบบธุรกิจ (บิซิเนส โมเดล) ของสตาร์ทอัพ มาร่วมขยายธุรกิจ ทั้งการใช้เทคโนโลยีใหม่ และหาผู้ร่วมทุนเพื่อหาเงินทุนมาขยายธุรกิจ โดยไม่จำเป็นต้องเสียอำนาจและความเป็นเจ้าของในธุรกิจ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาสร้างธุรกิจ ส่งผลดีให้ธุรกิจเติบโตได้ 10 เท่าในเวลา 1 ปีและมีธุรกิจที่ทำสำเร็จมาแล้ว แผนงานต่อไป ต้องออกไปลงทุนต่างประเทศ และหาพันธมิตรมาร่วมขยายธุรกิจ

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่กำลังสร้างธุรกิจ มีรูปแบบให้เลือกลงทุนผ่านกองทุนสตาร์ทอัพ ทั้ง 1.กองทุน 500 TukTuks มีเงินกองทุนรวม 330 ล้านบาท 2.กองทุนทุเรียน 500 เหมาะกับสตาร์ทอัพ ที่จะออกไปภูมิภาคอาเซียน เงินกองทุน 500 ล้านบาท และ 3.กองทุน 500 สตาร์ทอัพ ลงทุนในทั่วโลก มีเงินกองทุนรวม 5,000 ล้านบาท

สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์ ออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงเทรนด์ของสินค้าในโลกกำลังก้าวเข้าสู่อีโคดีไซน์ เทรนด์ หรือการผลิตสินค้าที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก จากข้อมูลของนีลเส็น โกลบอล เซอร์เวย์ (Nielsen Global Survey) คาดว่า ภายในปี 2040 ลูกค้าในโลกกว่า 55% ต้องการซื้อสินค้ากรีน โปรดักต์

ขณะที่ผลการสำรวจของบริษัทใหญ่ในโลกจำนวน 100 แห่ง ได้เลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในสัดส่วนถึง 62% หรือเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดสหรัฐ
ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้ากรีน โปรดักต์ในสัดส่วน 75% รวมถึงในตลาดยุโรป ตลาดสินค้ากรีนเติบโตสูงถึง 400% มีมูลค่า 114 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ สามารถแบ่งผู้บริโภคที่ซื้อสินค้ากรีนเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ชื่นชอบธรรมชาติ (Resource Conserver) 2.กลุ่มที่รักการดูแลตัวเอง (Health Fanatics) จะไม่ชอบสินค้าสารเคมี ต้องการสินค้าออร์แกนิก 3.กลุ่มรักสัตว์ (Animal Lovers) จะไม่ชอบสินค้าที่มีผลต่อสัตว์ และไม่ชอบการทรมานสัตว์ 4.กลุ่มชื่นชอบการใช้ชีวิตข้างนอกอยู่กับธรรมชาติ (Outdoor Enthusiasts) และ 5.กลุ่มคนที่อยู่ในเมือง (Green Hipsters) ที่มีการประเมินอีก 20 ปี คนทั่วโลกมากกว่า 20% จะเข้ามาอยู่ในเมือง

“กรีนโปรดักส์จึงไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่คือความยั่งยืนของธุรกิจ ถ้าไม่ทำก็ตกเทรนด์ ถือเป็นเส้นทางที่สวยงามและยังมีคู่แข่งไม่มากดังนั้นถึงเวลาที่ผู้ประกอบการ
จะต้องเริ่มตั้งโจทย์ในการทำธุรกิจ จะเริ่มต้นอย่างไร และทำอย่างไร” สิงห์ กล่าว

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวว่า เอสเอ็มอีต้องอย่าคิดทำธุรกิจแบบเดิม เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป จึงต้องปฏิรูปเอสเอ็มอีใหม่ ต่อมา ผู้ประกอบการต้องตระหนักกับการเข้าสู่สังคมเมือง ต้องหาโอกาสจากแนวโน้มดังกล่าวให้ได้ ที่มีช่องว่างและโอกาสธุรกิจใหม่รออยู่

โอกาสที่จะทำธุรกิจใหม่ ต้องศึกษาว่าอะไรคือปัญหาของสังคมเมือง และสามารถผลิตสินค้ามาตอบโจทย์แก่ลูกค้ากลุ่มเมืองกลุ่มใหญ่ให้ได้ รวมทั้งผู้ประกอบการต้องการสร้างโซลูชั่นมาตอบสนองให้แก่ผู้บริโภค ยกตัวอย่างมีผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น ที่คิดค้นธุรกิจใหม่กับบริการส่งอาหารกล่อง ผ่านการสั่งออนไลน์ในชื่อ Bento.jp เพื่อเจาะลูกค้าคนทำงานที่ประสบปัญหาเวลาพักเที่ยง ร้านอาหารทุกร้านมีลูกค้าแน่นและรอคิวนานดังนั้นธุรกิจใหม่ สั่งอาหารส่งตรงถึงออฟฟิศในเวลา 10 นาที จึงตอบโจทย์ชาวเมืองโตเกียว

รวมทั้งให้ยึดกับแนวคิดทำธุรกิจกับสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการไทย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ