
การออกแบบงาน เพื่อเพิ่มผลผลิต
คำว่า “การเพิ่มผลผลิต” ในที่นี้ จะต้องหมายถึงการผลิตที่มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยที่มีต้นทุนการผลิตต่ำลงและคุณภาพของสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ “คุณภาพชีวิต” ของผู้ปฏิบัติงาน และคนที่เกี่ยวข้องก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยการออกแบบงานใหม่ หรือจัดงานใหม่
คำว่า “การเพิ่มผลผลิต” ในที่นี้ จะต้องหมายถึงการผลิตที่มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยที่มีต้นทุนการผลิตต่ำลงและคุณภาพของสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ “คุณภาพชีวิต” ของผู้ปฏิบัติงาน และคนที่เกี่ยวข้องก็ดีขึ้นด้วย ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยการออกแบบงานใหม่ หรือจัดงานใหม่
"งาน" (Job) ก็คือองค์ประกอบหนึ่งของการปฏิบัติงาน ในแต่ละงานจะประกอบด้วยขั้นตอนปฏิบัติ (Task) ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนเดียวหรือหลายขั้นตอนก็ได้
ถ้าเราจะแบ่งลักษณะของ "งาน" อย่างหยาบๆ โดยยึดเอา “การเพิ่มผลผลิต” และ “คุณภาพชีวิต” เป็นเป้าหมายหลักแล้ว เราสามารถแบ่งงานได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่ งานที่ไม่มีปัญหา และงานที่มีปัญหา
งานลักษณะที่ 1 คือ งานที่ไม่มีปัญหา งานลักษณะนี้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งเป็นงานที่จะให้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพแก่องค์กร โดยผู้ปฏิบัติงานพร้อมที่จะทำด้วยความเต็มใจ
การออกแบบงานหรือปรับปรุงแก้ไขงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในงานลักษณะนี้เราจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ การกระตุ้นจูงใจเพื่อการปฏิบัติงาน (Motivation) วิชาการด้านวิศวกรรมอุตสาหการเพื่อประสิทธิภาพในการผลิต และวิทยาการจัดสภาพงาน (Ergonomics)
งานลักษณะที่ 2 คือ งานที่มีปัญหา งานลักษณะนี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพอนามัยและความไม่ปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งส่งผลถึงประสิทธิภาพและผลผลิตขององค์กร
ความหนักเบาของงานลักษณะที่ 2 นี้ ส่วนใหญ่จะเกินขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน หรือรอบของการทำงานนั้นอาจจะถี่มากเกินไป เช่น การไขตะปูควง 10 ตัว ถ้าต้องปฏิบัติงานในลักษณะนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกติดต่อกัน เมื่อถึง 50 ตัว อาจส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานที่ทำหน้าที่นั้นมีความเมื่อยล้าและปวดแขนได้ ทำให้ผลผลิตลดลง
นอกจากนี้ งานที่มีลักษณะค่อนข้างง่าย ไม่ท้าทาย หรือผู้ปฏิบัติงานไม่ชอบ ก็ก่อให้เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพในการทำงานได้ เนื่องจากทำให้ผู้ปฏิบัติงานเบื่อหน่ายและขาดแรงกระตุ้นหรือจูงใจเพื่อปฏิบัติงาน ทำให้ผลผลิตลดลง
ดังนั้น การเรียนรู้ถึงแนวทางการออกแบบงาน และการปรับปรุงแก้ไขงานให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานนั้น จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้จัดการโรงงาน โดยเฉพาะวิศวกรหรือนักวิทยาการจัดสภาพงาน
ตัวอย่างเช่นกรณีทำงานในบริเวณที่ร้อนหรืออุณหภูมิสูงมาก เช่น ข้างเตาเผา หรือสภาพแวดล้อมที่ร้อนอบอ้าว แก้ปัญหาได้ 2 วิธี คือ การใช้หลักวิศวกรรม และหลักการบริหาร
หลักวิศวกรรม เช่น การใช้เครื่องจักรแทนคนในบริเวณที่ทำงานที่มีความร้อนสูง การหุ้มฉนวนผนังอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งความร้อน การใช้ฉากกั้นรังสีความร้อน การลดอุณหภูมิอากาศโดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องป้อนความเย็นเฉพาะจุด การเพิ่มความเร็วลม และจัดให้มีการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศให้ดีขึ้น เป็นต้น
หลักการบริหาร เช่น การจัดตารางเวลาทำงานและช่วงเวลาพักให้เหมาะสม การทำงานแบบเวลายืดหยุ่น การปรับปรุงเพื่อให้การปฏิบัติงานนั้นใช้พลังงานน้อยลง การจัดหาน้ำดื่มไว้ในบริเวณทำงาน การจัดเสื้อคลุมที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนรังสีความร้อนให้ผู้ปฏิบัติงานสวมใส่ เป็นต้น
ดังนั้น การออกแบบงานใหม่หรือการจัดงานใหม่ จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตและการเพิ่มคุณภาพ ซึ่งเราสามารถทำได้ไม่ยากนัก ขอเพียงแต่กล้าคิดกล้าทำ ครับผม!







