
กรีซยังเสี่ยงต่อหุ้น
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส
ปัญหากรีซพร้อมจะกลับมากดดันตลาด แม้ระยะสั้นจะผ่อนคลายลงโดยความเสี่ยงของตลาดหุ้นต่อประเด็นกรีซยังมีอยู่
หลังจากที่การทำประชามติประชาชนชาวกรีซ ส่วนใหญ่สนับสนุนแนวคิดของนายกรัฐมนตรีกรีซ ที่ไม่ต้องการปฏิบัติการรัดเข็มขัดตามเงื่อนไขในการขอรับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการร่วมผู้ตรวจสอบวินัยการคลังของยุโรป ที่เรียกว่า “ทรอยก้า” (คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)) ซึ่งทำให้โอกาสที่กรีซจะสามารถชำระหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้ลดน้อยลงรวมถึงการที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมที่ยังมีอยู่อีก 7,200 ล้านยูโร เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะสถาบันการเงินให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ธนาคารพาณิชย์ในกรีซก็ยังถูกปิดเป็นวันที่ 8 เพราะยังคงมีการถอนเงินออกจากกรีซอย่างต่อเนื่อง จนธนาคารพาณิชย์ขาดสภาพคล่อง
อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาระหว่างเจ้าหนี้กับกรีซยังเดินหน้า แต่อาจจะมีความยากมากขึ้น เนื่องจากกรีซน่าจะมีอำนาจต่อรองมากกว่าเจ้าหนี้ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่กรีซจะออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปยังมีอยู่ เท่ากับการอยู่ในกลุ่มสหภาพต่อไป เชื่อว่าไม่ว่าจะเกิดกรณีใด ผลกระทบต่อตลาดหุ้นยังมีอยู่ เพียงแต่หนักเบาต่างกัน คือกรณีเลวร้าย หากกรีซต้องออกจากสหภาพยุโรป และกรีซต้องกลับไปใช้เงินสกุลเดิม และจำเป็นจะต้องมีการแปลงค่าเงินจากยูโรไปยังสกุลเดิม ซึ่งอาจจะมีความยุ่งยากอยู่มาก และเจ้าหนี้ตัดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินปัญหาประชาชนแห่ถอนเงินฝากจะยังมีอยู่ ความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน
กรณีนี้เจ้าหนี้ทุกรายจะต้องตั้งสำรองหนี้สูญทั้งก้อน (ต้องตั้งสำรองการด้อยค่าทั้ง 100%) ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในฐานะเจ้าหนี้ ซึ่งแน่นอนกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดหุ้นในวงกว้าง แม้ทางประเทศผู้นำในสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า ได้มีแผนรองรับกรณีที่กรีซจะต้องออกจากสหภาพยุโรปแล้วก็ตามอยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรปต่อไป ทางเลือกนี้ดูเหมือนจะกระทบต่อเจ้าหนี้น้อยกว่าทางเลือกแรก ซึ่งสะท้อนจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่างเรียกร้องให้กรีซยังอยู่ต่อไป โดยผลการหารือนอกรอบในกลุ่มผู้นำในสหภาพยุโรป ได้กำหนดให้กรีซต้องยื่นแผนการประนอมหนี้ครั้งใหม่ภายในวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.นี้ ซึ่งเชื่อว่ากรีซยังคงยืนยันแผนเดิม โดยไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของทรอยก้าเช่นเดิม
แต่การเจรจาอาจจะต้องลงเอยด้วยการลดหนี้ หรือให้ลดหนี้กับกรีซตามที่นายกรัฐมนตรีกรีซเรียกร้อง 30% ซึ่งตัวเลขอาจจะจบที่ 40-50% เป็นไปได้ หากพิจารณาสถิติที่เคยเกิดขึ้นในกรีซหรือหลายประเทศ
ทั้งนี้ หากสามารถหาข้อสรุปลดหนี้ได้ เชื่อว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นน่าจะลดน้อยลง แม้การรายงานตัวเลขชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐยังคงสะท้อนถึงการฟื้นตัว โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่ก่อนหน้านี้ตัวเลขอัตราการว่างงานได้ลดลงมาสู่ระดับต่ำสุดที่ 5.3%
ล่าสุดนี้ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครในสหรัฐเดือน พ.ค. อยู่ที่ระดับ 5.4 ล้านบาท (สูงสุดตั้งแต่ปี 2543) การฟื้นตัวของตลาดแรงงานถือเป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้การบริโภคภาคครัวเรือนและตลาดที่อยู่อาศัยปรับตัวดีขึ้นตาม แม้ทางด้านภาคการผลิตยังฟื้นตัวล่าช้า
แต่อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟได้ออกมาเตือนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของสหรัฐควรเป็นช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ ทั้งภาวะเงินเฟ้อ การจ้างงาน และค่าจ้าง นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากปัญหาของกรีซ รวมถึงยูเครนและจีนที่ยังเผชิญกับภาวะชะลอตัว นอกจากนี้ ภาวะเงินเหรียญสหรัฐที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้น จากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยขึ้น และเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไป
จากการศึกษาของไอเอ็มเอฟ พบว่า การแข็งค่าขึ้นของเหรียญสหรัฐ 5% อาจทำให้อัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงถึง 0.5% และจะกดดันอัตราเงินเฟ้อระยะยาว ยิ่งอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายที่ 2% ทั้งนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจะสอดคล้องกับมุมมองของ บล.เอเซีย พลัส ที่มองว่าเฟดน่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกเร็วสุดในช่วงเดือน ธ.ค. 2558 หรืออย่างช้าในช่วงปี 2559
ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่กระแสเงินจากต่างชาติยังคงไม่ไหลกลับเข้ามา โดยนับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท และเช่นเดียวกับตราสารหนี้นับจากต้นปีขายสุทธิไปแล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท และล่าสุดค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ มากสุดในรอบเกือบ 5 ปี และนับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. เป็นต้นมา เงินบาทอ่อนค่าถึง 5.07% มากสุดในภูมิภาค







