
จีน-มาเลย์รุมซื้อหุ้นรพ.
ซีแอลเอสเอรับออร์เดอร์หาของ วิภาวดียันไม่ขาย-BH หึ่งร่วมทุน
ซีแอลเอสเอรับออร์เดอร์หาของ วิภาวดียันไม่ขาย-BH หึ่งร่วมทุน
หุ้นโรงพยาบาลเนื้อหอม ซีแอลเอสเอแย้ม จีน-มาเลเซียให้ช่วยหามานานแล้ว
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) หรือ CLSA เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมีบริษัทประกอบธุรกิจโรงพยาบาลขนาดใหญ่อันดับประมาณ 5-10 ของทั้งในประเทศจีนและมาเลเซีย ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัทให้ความสนใจเข้ามาเจรจาลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลในไทยทั้งรูปแบบ ทั้งการเข้าซื้อกิจการและการร่วมทุน โดยต้องการเข้ามาถือหุ้นมากกว่า 20% ของทุนเรียกชำระแล้ว เพื่อให้มีอำนาจเข้ามาในการบริหารจัดการด้วย
กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ กล่าวว่า ในอนาคตธุรกิจโรงพยาบาลของไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงและสร้างกระแสเงินสดที่ดี อีกทั้งเห็นโอกาสว่าธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการรักษาในภูมิภาคอาเซียน เพราะกลุ่มผู้มีรายได้สูงในไทย และในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา นิยมเดิมทางมาพักรักษา
ประกอบกับประเทศไทย มีความพร้อมมากที่สุดทั้งบุคลากร เทคโนโลยี บริการทางการแพทย์ และระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับอาเซียนยังมีแนวโน้มการเติบโตของจำนวนประชากรที่มีแนวโน้มขยายตัว และรายได้ต่อตัวเติบโตขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ด้วยจำนวนประชากรของไทยและภูมิภาคที่มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนและมีอายุที่ยืนยาวขึ้นยังมองโอกาสที่จะเข้าขยายธุรกิจดูแลและบริการที่อยู่อาศัยของคนชราด้วย
“บริษัทโรงพยาบาลทั้งจีนและมาเลเซียต้องการให้เราช่วยหาของให้มีการคุยมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะจีนต้องการเข้ามาซื้อโรงพยาบาลไทย แต่เจ้าของเดิมโดยเฉพาะรายใหญ่ 2 อันดับแรกคงไม่อยากขายเพราะมีเงินลงทุนที่พร้อมอยู่แล้วและสามารถขยายได้ด้วยตัวเองได้ ดังนั้นคงต้องไปหารายที่ขนาดรองลงมา ซึ่งยังไม่สามารถบอกกรอบเวลาการสรุปดีลได้” นายปริญญ์ กล่าว
นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า นอกจากบริษัทธุรกิจโรงพยาบาลต่างชาติยังมีกลุ่มกองทุนขนาดใหญ่ทั้งจากจีนและฮ่องกง แสดงความสนใจที่เข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มพยายาบาลด้วยเช่นกัน เพราะเห็นโอกาสทางธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตมีปัจจัยพื้นฐานและสร้างผลตอบแทนที่ดี
ด้าน นายชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมามีบริษัทโรงพยาบาลจากจีนเข้ามาเจรจาเพื่อขอซื้อหุ้น VIBHA จากตัวเองที่ถือรวมประมาณ 20% เพราะน่าจะเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีและไทยยังเป็นศูนย์กลางของโรงพยาบาลในอาเซียน อีกทั้งมีกองทุนในประเทศแสดงความสนใจที่เข้าขอซื้อหุ้นเพื่อลงทุนด้วย
“ผมไม่มีแผนที่จะขายหุ้น VIBHA เพราะต้องการรักษาสัดส่วนการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ต่อไป แต่หากบริษัทโรงพยาบาลจากจีนหรือกองทุนในประเทศสนใจลงทุนสามารถไปลงทุนซื้อจากกระดานได้” นายชัยสิทธิ์ กล่าว
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ VIBHA นายชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ยังมีกำไรเติบโตได้ดี ซึ่งในไตรมาสแรกปี 2558 กำไรสามารถโตถึง 14% จากช่วงเดียวกันของปี 2557 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ไม่ได้มีผล
กระทบต่อธุรกิจของบริษัท ขณะที่เป้าหมายในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของกำไรไว้ที่ประมาณ 10% จากปี 2557 ที่มีกำไร 596 ล้านบาท เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีจำนวนทั้งหมด 18 แห่ง โดยส่วนใหญ่สามารถสร้างกำไรเติบโตได้ทั้งหมดยกเว้นโรงพยาบาลที่เปิดใหม่เท่านั้นที่ต้องใช้เวลาให้ธุรกิจถึงจุดคุ้มทุน
อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสการเติบโตจากธุรกิจปกติคือ การควบรวมกิจการที่มีแผนจะทำอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์เพิ่มจำนวนเครือข่ายของโรงพยาบาลให้มากขึ้น
“การควบรวมกิจการโรงพยาบาลเพื่อขยายเครือข่ายเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทจะทำต่อเนื่องในอนาคตแน่นอน แต่ปีนี้คงยังไม่เห็นเข้ามาเพิ่ม” นายชัยสิทธิ์ กล่าว
ด้านการซื้อขายหุ้นในช่วงตลาดตกต่ำ หุ้นโรงพยาบาลเป็นกลุ่มหนึ่งที่นักวิเคราะห์แนะนำให้เลือกซื้อ เพื่อลงทุนและรับเงินปันผลที่ดีได้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดโดยรวม แต่มีบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) กลับขึ้นอย่างโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้น 6.50 บาท หรือ 3.44% ปิดที่ระดับ 195 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายถึง 266 ล้านบาท นับว่าสวนทางกับดัชนีหุ้นร่วงเกือบ 14 จุด หรือเฉียด 1%
มาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า มีข่าวพูดในตลาดว่า บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่ราคาร้อนแรงขึ้นมา เพราะมีการเจรจาขอซื้อหุ้น หรือร่วมทุนกับโรงพยาบาลในมาเลเซีย เพื่อต้องการขยายเครือข่ายและต่อยอดลูกค้าไปทั่วเอเชีย ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS มีการเจรจากับโรงพยาบาลมาเลเซีย และอาจจะใช้วิธีการเพิ่มทุนมาแลกหุ้นให้ เพื่อเตรียมเงินไว้รอลงทุนในเมืองไทย







