
พลังงานเคลียร์ปมแย้ง ‘กม.ปิโตรเลียม’
ยังเป็นประเด็นที่เห็นต่างกันระหว่างเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) และกระทรวงพลังงาน
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
ยังเป็นประเด็นที่เห็นต่างกันระหว่างเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) และกระทรวงพลังงาน เพราะทันทีที่ ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน ระบุว่า จะเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน ก.ค.นี้
ส่งผลให้กลุ่ม คปพ.ออกมาเคลื่อนไหวประกาศจุดยืนคัดค้านการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่ สนช. และเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถอนร่าง พ.ร.บ.ออกจากชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย โดยระบุว่าร่างกฎหมายมีช่องโหว่ที่ทำให้ภาครัฐเสียประโยชน์
ล่าสุด พวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ต้องออกแถลงข้อเท็จจริงและความจำเป็นที่จะต้องผ่านร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับให้ได้ โดยยืนยันว่าร่างกฎหมายปิโตรเลียมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเวทีเสวนาสาธารณะหลายครั้ง โดยกฎหมายปิโตรเลียมดังกล่าวจะให้ความสำคัญในการเร่งจัดหาพลังงานให้เพียงพอสำหรับใช้ในประเทศและมีความต่อเนื่อง
โดยมีสาระหลัก คือ เพิ่มทางเลือกการเปิดให้สิทธิกับเอกชนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 เป็น 2 รูปแบบ นั่นก็คือ การนำระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี มาใช้ควบคู่กับระบบเปิดสัมปทานแบบ“ไทยแลนด์ ทรีพลัส”
“ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทานหรือพีเอสซี ทั้งสองทางเลือกไม่สามารถเจรจาโดยไม่เปิดเผยได้ หรือเปิดการเจรจาแบบลับตามที่ คปพ.อ้างได้ โดยทุกขั้นตอนจะต้องมีการเปิดเผยตั้งแต่การออกประกาศเชิญชวน ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขัน มีการยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด และภาครัฐได้ผลประโยชน์ขั้นต่ำไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่สำคัญอำนาจการตัดสินใจสุดท้ายในการให้สิทธิกับเอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นของ ครม. ไม่ใช่เป็นของ รมว.พลังงาน” พวงทิพย์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานมองว่าที่ผ่านมากลุ่ม คปพ.มีความพยายามให้ข้อมูลบางอย่างที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในร่างกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่
พวงทิพย์ ยกตัวอย่างว่า กรณีที่อ้างว่าระบบพีเอสซีภายใต้ร่างกฎหมายปิโตรเลียม เปิดช่องให้เอกชนนำค่าใช้จ่ายการขุดเจาะปิโตรเลียมมาหักได้ในอัตรา 50% ของผลผลิตปิโตรเลียม ซึ่งทำให้ประชาชนเสียผลประโยชน์นั้น ข้อเท็จจริงคือ กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะต้องหักตามจริงเท่านั้น และหักได้ไม่เกิน 50% ของผลผลิตรวมปิโตรเลียม (คำนวณจากการขายหรือจำหน่ายปิโตรเลียมทั้งหมด)
เช่นเดียวกับการดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ซึ่ง คปพ.เสนอให้รัฐบาลแก้ไขสัญญาและถ่ายโอนสิทธิก่อนสิ้นสุดอายุล่วงหน้า 5 ปีนั้น แม้ว่ากฎหมายจะอนุญาตให้ทำได้ แต่หากทำตามข้อเสนอจริงก็จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนปิโตรเลียมในไทย และไม่สอดคล้องกับศักยภาพปิโตรเลียมของไทย
ขณะที่ผู้รับโอนจะต้องได้รับการตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติเช่นเดียวกับการคัดเลือกผู้รับสัมปทาน คือ ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบว่าจะใช้วิธีการใดกับแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแห่ง ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 1 ปี” พวงทิพย์ กล่าว
แต่กระนั้นการผลักดันร่างกฎหมายปิโตรเลียมให้มีผลบังคับใช้ยังคงเดินหน้าต่อไปท่ามกลางการคัดค้าน
“ขณะนี้เรากำลังรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาส่งร่างกฎหมายมาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพื่อยืนยันการตรวจร่างกฎหมาย จากนี้ จะส่งไปยัง ครม. และเสนอให้ สนช.พิจารณาต่อไป และขอย้ำอีกครั้งว่าทางเลือกใหม่ที่เปิดขึ้นมาไม่ได้ทำให้รายได้ภาครัฐลดลง ไม่มีการเจรจาทางลับ” พวงทิพย์ ยืนยัน
พวงทิพย์ กล่าวว่า หาก สนช.เห็นชอบร่างกฎหมายปิโตรเลียมที่กระทรวงพลังงานเสนอแล้ว ในขั้นตอนต่อไปจากนี้จะมีการกำหนดแปลงปิโตรเลียมให้ชัดเจนว่าแปลงไหนเหมาะกับระบบใด ทั้งระบบสัมปทานหรือระบบพีเอสซี โดยยืนยันว่าไม่ใช่การเปิดให้เอกชนเป็น “ผู้เลือก” ว่าจะนำระบบใดมาใช้ในการสำรวจปิโตรเลียมในแหล่งใด แต่เนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมของไทยมีศักยภาพน้อย จึงคาดว่าจะนำระบบพีเอสซีมาใช้กับแหล่งปิโตรเลียมได้น้อยมากเช่นกัน
นั่นเพราะระบบพีเอสซีเป็นรูปแบบการกำหนดให้เสนอรายได้ให้รัฐสูงสุด แต่ไม่ได้เน้นเรื่องปริมาณปิโตรเลียมที่จะพบ ในขณะที่ระบบสัมปทานจะพิจารณาทั้งเรื่องปริมาณปิโตรเลียม เงินลงทุน และผลตอบแทนที่จะให้รัฐขั้นต่ำไว้ชัดเจนแล้ว
จึงต้องเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะตัดสินเลือกแนวทางการบริหารจัดการปิโตรเลียมที่เหมาะสมที่สุด ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย







