posttoday
ญี่ปุ่นบูมลงทุนอาเซียน ไทย ‘ฮับจัดการห่วงโซ่ผลิต’

ญี่ปุ่นบูมลงทุนอาเซียน ไทย ‘ฮับจัดการห่วงโซ่ผลิต’

08 กรกฎาคม 2558

การกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถปักหมุดลงทุนอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

การกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถปักหมุดลงทุนอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องขยายการลงทุนไปในหลายประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

เช่นเดียวกับธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นที่เดินหน้านโยบาย “ไทยแลนด์พลัสวัน” อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยหลังจากลงหลักปักฐานในไทยมานานหลายทศวรรษ ก็ได้ขยายฐานการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศอื่นในอาเซียน

เอโซ โคบายาชิ ประธานบริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น และประธานสภาการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวในงานสัมมนา “ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น” ว่า ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน บริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมีสัดส่วน 32% ของการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดของญี่ปุ่น หรือถือเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งญี่ปุ่นลงทุนตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการลงทุนในไทยเริ่มสร้างความกังวลให้นักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงที่สูงขึ้น  ทำให้บริษัทที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากมีความได้เปรียบน้อยลง จึงต้องโยกย้ายการผลิตบางส่วน หรือผลิตภัณฑ์บางส่วนไปลงทุนในเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา

ขณะเดียวกัน วิกฤตครั้งใหญ่ในเมืองไทย ได้แก่ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และวิกฤตการเมืองปี 2556 เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน ทำให้ทุนญี่ปุ่นออกไปตั้งบริษัทลูกในประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม แต่ยังใช้บริษัทในไทยเป็นฐานบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิต (ซัพพลายเชน) เพื่อลดต้นทุนให้มากกว่านี้

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่งผลดีอย่างมากต่อประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทุกประเทศเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษใกล้ชายแดนไทย และนำเสนอสิทธิประโยชน์ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในเชิงรุก เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น

ขณะที่ปีนี้ประเทศไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ พลิกโฉมอุตสาหกรรมเป้าหมาย เน้นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้นมีการใช้เทคโนโลยี และพัฒนานวัตกรรม พร้อมประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ แต่การที่มีสิทธิประโยชน์ใหม่นั้นไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาโดยอัตโนมัติดังนั้นไทยต้องมีการสร้างห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่ม ขับเคลื่อนให้เป็นคลัสเตอร์ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อตอบสนองโอกาสที่จะเข้ามา

“การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ จะเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ เพิ่มความเชื่อมโยงกับประเทศใกล้เคียงเพื่อช่วยลดต้นทุน และพัฒนาเมืองชายแดนให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์” โคบายาชิ กล่าว

สำหรับการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศเพื่อนบ้านของไทยนั้น ตอนนี้เน้นการลงทุนในกัมพูชา และ สปป.ลาว และประเมินว่าหากดึงเมียนมาเข้ามาอยู่ในยุทธศาสตร์ไทยแลนด์พลัสวันได้สำเร็จ จะทำให้สามารถลดต้นทุนในภาพรวมได้ดี โดยจะมีไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน ซึ่งนโยบายการส่งเสริมกิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (ไอเอชคิว) และกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ไอทีซี) จะเป็นมาตรการช่วยเพิ่มจำนวนบริษัทญี่ปุ่นให้เข้ามาสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น

มาซายูกิ อิมานากะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มินีแบ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า บริษัท มินีแบมีฐานการผลิตอยู่ในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ซึ่งมูลค่าการผลิตในไทยคิดเป็น 60% ของการผลิตทั้งหมด

ทั้งนี้ บริษัทเริ่มเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว โดยไทยยังเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนทั้งหมด แต่การประกอบชิ้นส่วนในส่วนที่ต้องใช้แรงงานคนจะดำเนินการในกัมพูชา

“บริษัทเลือกตั้งโรงงานในกัมพูชา เพราะอยู่ใกล้เมืองไทย จึงส่งสินค้าไปทางบกได้ง่าย แรงงานหาง่าย การเมืองมั่นคง และรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติมาก ตอนนี้โรงงานที่นั่นมีแรงงานประมาณ 7,300 คน และในอนาคตเราจะปรับให้โรงงานไทยเน้นผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่ม” ผู้บริหารมินีแบ อธิบาย

เอซูฮิโร ทาคาโตะ ประธานบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ สำนักงานใหญ่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แจกแจงกลยุทธ์หลักในการทำธุรกิจในอาเซียนของบริษัท ได้แก่ 1.การตั้งราคาให้ขายง่าย 2.ผู้บริโภคหาซื้อสินค้าได้ทุกที่ และ 3.สินค้าสามารถใช้ได้ทุกพื้นที่ ต้องปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมคนท้องถิ่น

ปัจจุบันไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าประเภทเครื่องปรุงที่เหมาะสมที่สุด ส่วนมาเลเซียมีศูนย์การพัฒนาและวิจัยสินค้า และบริษัทอยู่ระหว่างการขยายการผลิตไปเมียนมาด้วย

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ