
ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ลดลงเล็กน้อย
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2558) มีมูลค่ารวม 319,382.13 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 79,845.53 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 13%
ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2558) มีมูลค่ารวม 319,382.13 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 79,845.53 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 13%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 72% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 229,952 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 53,233 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 15,151 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17% และ 5% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB21DA (อายุ 6.5 ปี) LB176A (อายุ 2 ปี) และ LB196A (อายุ 4 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 14,681 ล้านบาท 10,586 ล้านบาท และ 9,508 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รุ่น LH184A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 1,873 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT188B (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 1,364 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย รุ่น THAI222A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 662 ล้านบาท
ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นทรงตัวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นทรงตัวในระดับ 1.48-1.49% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 5-10 ปี ปรับตัวลดลง 0.02-0.03% โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี ปรับตัวลดลง 0.03% จาก 2.38% ในสัปดาห์ก่อนหน้า เป็น 2.35% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง 0.02% จาก 2.96% ในสัปดาห์ก่อนหน้า เป็น 2.94% ทั้งนี้นักลงทุนยังคงรอคอยผลการลงประชามติของกรีซว่าด้วยการรับเงื่อนไขของเจ้าหนี้ ซึ่งจะทราบผลในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความกังวลแก่นักลงทุนในตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ
สัปดาห์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2558) กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ 11,560 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) ประมาณ 1,650 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ประมาณ 9,910 ล้านบาท







