
รายย่อยสิงคโปร์สร้างจุดขาย บนเวทีสุดโหด ‘ธุรกิจอาหาร’
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในวงการอาหารและเครื่องดื่มประเทศสิงคโปร์นับว่ามีการแข่งขันสูงมาก เนื่องจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในสิงคโปร์มีจำนวนมากเกินไป ดังนั้นธุรกิจใดที่ไม่มีที่ขายเป็นของตัวเองและต้องเช่าเอานั้น ถือเป็นการตัดกำลังของธุรกิจนั้นให้เสียเปรียบคู่แข่งเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์มาเลย์ เมล ของมาเลเซีย รายงาน 3 ร้านอาหารอินดี้ ที่ใช้ “ความต่าง” เป็น “จุดขาย” ในการเข้าสู่ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม แม้ร้านค้าเหล่านั้นจะเช่าที่อยู่ก็ตาม
ยืนยันที่จะแตกต่าง
โจเอลออง เจ้าของร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ “โรเชอร์ไทย” เกือบที่จะล้มละลายไปครั้งหนึ่ง ภายหลังจากเจ้าของตึกเดิมที่เช่าพื้นที่อยู่ขายอาคารทิ้ง และเจ้าของใหม่ตั้งใจจะใช้พื้นที่ทำเป็นธุรกิจอื่น ดังนั้น
โจเอลอองจึงไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากประกาศในเฟซบุ๊กว่า ธุรกิจที่ดำเนินมา 2 ปีครึ่งกำลังจะปิดกิจการลง
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงที่สั่งสมมากลับทำให้มีคู่ค้าติดต่อให้การช่วยเหลือมากมาย พร้อมกับธนาคารที่ยอมอนุมัติสินเชื่อให้อองอีกด้วย
อาหารไทยถือเป็นอาหาร“อินดี้” อย่างหนึ่งในสิงคโปร์ แต่โรเชอร์ไทยไม่ใช่เจ้าเดียวที่ขายอาหารไทย แต่ยังมีคู่แข่งอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามอาหารไทยส่วนใหญ่จะเหมือนกันหมด เช่น ต้มยำกุ้งและแกงเขียวหวาน ซึ่งมักเผ็ดและเค็มอย่างเดียว โดยหลังจากที่อองเดินทางไปไทย และพบว่าอาหารไทยมีความหลากหลาย จึงใช้ “ความต่างในรสชาติและชนิดอาหาร” ในการเข้าสู้
เช่น กะหล่ำผัดน้ำปลา ผัดหอยลาย ส้มตำไข่เค็ม คอหมูย่าง ปลานึ่งมะนาว เป็นต้น โดยอาหารในร้านดังกล่าวจะไม่ใส่ผงชูรสเลย รวมถึงชาเย็นที่เป็นเครื่องดื่ม ใบชาก็เป็นของพรีเมียมที่สั่งตรงจากไร่ในจันทบุรี แม้ราคาจะแพงกว่าชาที่วางขายในสิงคโปร์ถึง 40%
แม้ทีแรกลูกค้าจะติดรสชาติคุ้นลิ้นสิงคโปร์ แต่ทว่าเมื่อโรเชอร์ไทยได้รับรางวัล “ไทย ซีเล็ก อวอร์ด” จากประเทศไทย ร้านดังกล่าวก็มีชื่อเสียงขึ้นมาทันที รวมถึงยังมีลูกค้าขาประจำด้วย
ในปัจจุบัน อองกำลังรอที่จะเปิดร้านใหม่อีกครั้งในเดือน ส.ค. ภายหลังจากเกือบล้มละลาย
“พวกเราไม่อาจปล่อยให้ลูกค้ารอเรานานจนเกินไป” ออง กล่าว
ใจบริการ-บรรยากาศเป็นมิตร
ร้านกาแฟและเครื่องดื่มนับเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม “บราวน์แอนด์เบรนส์” ที่บริหารโดยเซเวียร์ตัน วัย 39 ปี และ เกวนเพห์ วัย 32 ปี กลับสามารถอยู่รอดได้ด้วยการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรกับลูกค้า จนเปลี่ยนจากร้านกาแฟกลายเป็นศูนย์สำหรับพบปะของชุมชนกลายๆ
จุนลัว วัย 38 ปี ลูกค้ารายหนึ่งของบราวน์แอนด์เบรนส์ เปิดเผยว่า ลูกค้าต่างมีความสุขจากการต้อนรับของเจ้าของร้าน
“เกวนพยายามที่จะทำความรู้จักกับลูกค้าประหนึ่งเพื่อน ลูกๆ ของฉันก็มาที่นี่และเรียกเกวนว่า ‘คุณป้าเกวน’ ด้วย” ลัว กล่าว
ปัจจุบันบราวน์แอนด์เบรนส์กำลังจะย้ายไปยังที่ใหม่ในเดือน ก.ค.นี้ ที่มีพื้นที่ 1,025 ตารางฟุต จากที่อยู่เดิมที่กว้างเพียง 355 ตารางฟุตเท่านั้น แม้ทางร้านจะเกรงว่าลูกค้าอาจไม่ตามไปที่ใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัน ระบุว่า พื้นที่เล็กก็เหมือนกับเร่งให้ลูกค้ารีบออกจากร้าน
“ไม่มีเหตุผลที่เราจะทำกาแฟแก้วที่ดีที่สุด แต่กลับนำไปสู่การบริการที่แย่ ในบรรยากาศที่แย่ ลูกค้าดื่มและมีความสุขกับอาหารด้วยสัมผัสของพวกเขา ดังนั้นพวกเราจึงสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรควบคู่ไปกับกาแฟคุณภาพ” ตัน กล่าว
ไอเดียดีมีชัย
โจดี้อัง นักศึกษาวัย 25 ปี ค้นหาตัวเองด้วยการลองงานทุกชนิด ตั้งแต่การเป็นนักพูด ครูสอนดำน้ำ ไปจนถึงเจ้าของร้านเค้ก “กรินอัฟแฟร์” หลังจากที่อังมักทำและรับประทานขนมอยู่เสมอระหว่างทำงานเหล่านั้น
“สิ่งหนึ่งสำหรับอาหารคือฉันต้องการที่จะมีสุขภาพดี ดังนั้นฉันจะได้กินมันต่อไปได้ ถ้าเกิดมันไม่ดีต่อสุขภาพ คุณจะรู้สึกผิดทุกครั้งที่กิน เพราะว่าขนมไม่ดีต่อตัวคุณ” อัง กล่าว
ดังนั้น “กรินอัฟแฟร์” จึงมีจุดขายสำคัญอยู่ที่เค้กที่ดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ร้านเค้กดังกล่าวติดตลาดได้ เป็นเพราะการเสิร์ฟขนมทุกอย่างในขวดโหล ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้านในที่สุด
รูปแบบการเสิร์ฟที่แปลกตาและน่ารับประทานนี่เอง ที่ส่งผลให้ชื่อของร้านแพร่กระจายไปตามโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าขาดตลาดอยู่ทุกวัน และส่งให้ “กรินอัฟแฟร์” สามารถเปิดสาขาที่สองได้สำเร็จ หลังจากเปิดสาขาแรกในปี 2011
“ฉันมักจะมีคำถามว่าทำไมสิ่งนี้ต้องทำในหนทางนี้เท่านั้น และลองทำในสิ่งใหม่ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันสามารถก้าวต่อไปได้”อัง กล่าว







