
ประจินสั่งตรวจถนนริมคลองทุกเส้นหวั่นทรุดตัวซ้ำ
"ประจิน" สั่งสำรวจถนนทุกเส้นริมคลอง หวั่นทรุดตัวซ้ำอีก แจงเหตุจากภัยแล้ง ด้านทช.เล็งของบพิเศษสริมความแข็งแรงจุดเสี่ยง
"ประจิน" สั่งสำรวจถนนทุกเส้นริมคลอง หวั่นทรุดตัวซ้ำอีก แจงเหตุจากภัยแล้ง ด้านทช.เล็งของบพิเศษสริมความแข็งแรงจุดเสี่ยง
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กรณีเกิดปัญหาถนนบริเวณเลียบคลองมีการทรุดตัวในพื้นที่ จ.สระบุรีและ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ได้รับรายงานจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.)ว่า เกิดจากดินบริเวณใต้ถนนเกิดการทรุดตัว ซึ่งมีสาเหตุมาจากภัยแล้งที่ทำให้น้ำในคลองบริเวณแนวใต้ถนนมีปริมาณลดลงและแห้งจนเกิดปัญหาดินสไลด์จนส่งผลให้ถนนทรุดตัว ซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัย ในเบื้องต้นได้สั่งการให้ ทช. เฝ้าระวังถนนบริเวณแนวเลียบคลองทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมจัดสรรงบประมาณพิเศษ เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้วย
ส่วนจุดเกิดเหตุทั้ง 2 แห่ง คือ ถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ฝั่งตะวันออก จ.สระบุรี ทรุดตัวความยาวประมาณ 200 เมตร เริ่มจากช่วง กม.ที่ 4.5 ส่วนอีกจุดบริเวณถนนคันกั้นน้ำฝั่งขวาคลองพระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วง กม.21+795-กม.21+895 พบว่าบริเวณคอสะพานหน้าสุเหร่าพังลง คาดว่าจะซ่อมแซมและแก้ไขให้สามารถเปิดสัญจรได้ตามปกติภายใน 1 สัปดาห์ หรือภายในวันที่ 12 ก.ค. นี้
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ทั้ง 2 จุดที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เรียบแนวคูคลองที่เกิดจากปัญหาน้ำแห้งมาก แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งมาก่อน แต่ไม่เคยเผชิญกับสภาวะแล้งมากเท่าปีนี้ เมื่อน้ำแห้งมากแประกอบกับพื้นถนนที่ไม่เท่ากันจึงเกิดการทรุดตัวลงได้ ที่ผ่านมาถนนรังสิต-นครนายก เคยมีปัญหาเช่นเดียวกันนี้มาก่อน ส่วนวิธีการแก้ไขเบื้องต้นปรับปรุงผิวถนนเพื่อให้สัญจรได้เป็นการชั่วคราวก่อน ภายใน 3 – 4 วัน ไม่เกิน 1 สัปดาห์
ขณะนี้ได้สั่งการ ทช.และกรมทางหลวง (ทล.) เร่งสำรวจถนนที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ แต่ถนนที่มีการทรุดตัวส่วนใหญ่พบว่าเป็นถนนสายรองซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ทช. และพบว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการทุจริตคอรัปชั่น
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องมีการพิจารณาเทียบเคียงกับถนนที่ก่อสร้างเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหวว่ามีการคำนวณเรื่องการทรุดตัวของดินอย่างไร เช่นเดียวกับการป้องกันน้ำท่วมจะต้องก่อสร้างคันตลิ่งสูง 1-2 เมตร แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ต้องยกระดับของถนนเพิ่มขึ้นเป็น 2.20 เมตร ทำให้มูลค่าการก่อสร้างถนนเพิ่มขึ้น ส่วนการก่อสร้างถนนตามแผนใหม่จะต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาในอนาคตด้วย
นายชูศักดิ์ เกวี อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) กล่าวว่า จาการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าถนนที่มีการทรุดตัวไม่มีถนนที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมทางหลวง เนื่องจากเป็นถนนที่อยู่ริมคลองชลประทาน ซึ่งสาเหตุของการทรุดตัวก็มาจากปัญหาน้ำแล้ง จึงส่งผลให้ดินบริเวณริมคลองเกิดเคลื่อนตัวลงจากแนวเดิม จนส่งผลให้ถนนที่อยู่ริมคลองทรุดตัวลงมาด้วย
ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล รองอธิบดี ฝ่ายบำรุงรักษาทาง ทล. กล่าวว่า ขณะนี้ ทล. ได้สั่งการไปยังหมวดการทางทั่วประเทศเร่งให้เร่งสำรวจพื้นที่จุดเสี่ยงทั้งหมด สำหรับถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทล. กว่า 60,000 กม.ทั่วประเทศ มีถนนที่มีความเสี่ยงประมาณไม่ถึง 5%ของทั้งหมดหรือ ไม่ถึง 500 กม. สำหรับถนนที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงที่จะเกิดการทรุดตัวและมีสไลด์ ส่วนมากเป็นถนนริมคันทางสูง ที่ติดกับคลองชลประทานหรือแม่น้ำ เนื่องจากถนนลักษณะนี้จะเกิดเหตุเมื่อน้ำลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ส่วนถนนรังสิต-นครนายก ที่เคยทรุดตัวเมื่อ 7-8ปีที่ผ่านมานั้นเกิดการทรุดตัวของดินไหล่ทาง
นายสราวุธ กล่าวว่า หากพบถนนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีรอยแตก มีการทรุดตัวหรือสไลด์ จะมีมาตรการป้องกันในเบื้องต้นคือ 1. การทำเบิม (BERM)ด้วยการนำดินมากองทับส่วนสไลด์เพื่อเพิ่มบริเวณฐานคันดินเพื่อป้องกันดินสไลด์ 2.ตอกเสาเข็มป้องกันดินสไลด์ แต่เนื่องจากถนนของ ทล.ส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่บริเวณริมคันคลอง แม่น้ำ ส่วนที่เป็นถนนริมน้ำจะมีการตอกเสาเข็มหรือทำกำแพงเพื่อกั้นและป้องกันดินสไลด์ ส่วนแผนป้องกันระยะยาว จะนำกรณีที่เกิดครั้งนี้มาศึกษาเพื่อหามาตรการป้องกันในอนาคตต่อไป
“ขณะนี้ได้สั่งการให้หมวดการทางทั่วประเทศเร่งสำรวจถนนที่เป็นจุดเสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุก็พร้อมจะเข้าไปในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อช่วยบรรเทาให้ประชาชนสัญจรได้รวดเร็ว โดยทล. มีงบประมาณแก้ไขอุบัติภัยปีละกว่า 200 ล้านบาท จะนำงบส่วนนี้มาใช้ในการซ่อมแซมทันที” นายสราวุธกล่าว
นายดรุณ แสงฉาย อธิบดี ทช. กล่าวว่า ถนนที่อยู่ภายใต้การดูแลของทช.ได้เกิดการทรุดตัวรวมความยาวประมาณ 400-500 เมตร โดยทั้งหมดเป็นถนนที่อยู่ริมคลองชลประทาน เบื้องต้นจะมีการแก้ไขปัญหาด้วยการรื้อพื้นผิวถนนบริเวณที่เกิดการทรุดตัวออก ในลักษณะของการขุดดินความลึกจากพื้นผิวถนนประมาณ 2-3 เมตรออกไป เพื่อปรับปรุงให้ประชาชนสามารถใช้สัญจรได้ก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน ส่วนการปรับปรุงให้มั่นคงถาวรนั้นจะขอใช้งบกลางปี 2559 ประมาณ 3-4 ล้านบาทมาดำเนินการ คาดว่าใช้เวลาปรับปรุงประมาณ 7-8 เดือน ภายหลังได้รับงบประมาณ จึงจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามปกติ
“ถนนที่ทรุดตัวมีสาเหตุมาจากฐานรากไม่แข็งแรง เพราะเดิมถนนริมคลองชลประทานจะเป็นถนนที่ทำไว้สำหรับรถขนาดเล็ก เช่น รถปิ๊กอัพ เท่านั้น จึงนำดินจากการขุดคลองไปถมทำเป็นถนน ไม่ได้นำหินลูกรังหรือหินคลุกไปทำเป็นฐานราก แต่ภายหลังมีรถบรรทุกเข้าไปใช้เส้นทางด้วยจึงมีปัญหาเกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังมีการขุดลอกคลองให้ลึกมากขึ้น ประกอบกับมีปัญหาภัยแล้ง น้ำแห้งขอด ชาวสวนสูบน้ำไปหมด ไม่มีน้ำเหลืออยู่ เมื่อไม่มีน้ำคอยดันดินฝั่งคลองไว้จึงเกิดทรุดตัวลงมาดังกล่าว”นายดรุณ กล่าว
นายดรุณ กล่าวว่า เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจถนนริมคลองของ ทช.ที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อประเมินว่าถนนสายไหนมีความเสี่ยงที่จะทรุดตัวมากหรือน้อย จากนั้นจะมีการปรับปรุงเพื่อไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยถนนริมคลองที่เสี่ยงจะทรุดตัวส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา ปทุมธานี และสระบุรี เป็นต้น
“การสำรวจถนนของ ทช.จะใช้วิธีเจาะลึกลงไปจากพื้นผิวถนนประมาณ 30-40 เมตร เพื่อให้รู้ว่าสภาพดินตรงนั้นเป็นอย่างไร หากเป็นโครงสร้างดินเหลวก็ถือว่ามีความเสี่ยงมากจะดำเนินการปรับปรุงเป็นอันแรก ขณะเดียวกันยังเตรียมใช้มาตรการลดน้ำหนักรถบรรทุกที่จะใช้ถนนริมคลองจากปัจจุบันยังให้วิ่งได้ในน้ำหนักปกติ คือ 25 ตัน จะปรับลดลงเหลือ 18 ตัน เพื่อลดการกดทับของพื้นผิวดินด้วย”นายดรุณ กล่าว







