
ข้อคิดก่อนรีไฟแนนซ์
เทคนิคการต่อรองกับสถาบันการเงินเดิม ด้วยการแสดงเจตจำนงว่า จะขอย้ายไปรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินใหม่ เจ้าหนี้เดิมจึงจะยอมงัดไพ่ใบสุดท้าย ด้วยการเสนอลดอัตราดอกเบี้ยลง
”เทคนิคการต่อรองกับสถาบันการเงินเดิม ด้วยการแสดงเจตจำนงว่า จะขอย้ายไปรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินใหม่ เจ้าหนี้เดิมจึงจะยอมงัดไพ่ใบสุดท้าย ด้วยการเสนอลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อจูงใจให้ลูกค้าอยู่กับสถานบันการเงินของตัวเองต่อไป ดังนั้นผู้กู้จะต้องติดตามอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ของตัวเองอยู่เสมอ”
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์ปัจจุบันถึงสินเชื่อจะขยายตัวได้น้อย แต่ในยามที่ดอกเบี้ยต่ำ ก็เป็นโอกาสของผู้กู้ที่เป็นลูกค้าชั้นดี จะสามารถเลือกสถาบันการเงินที่เสนอดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขการกู้ที่ดีที่สุด การรีไฟแนนซ์หรือการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปใช้คืนหนี้เดิมก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้กู้จะได้รับประโยชน์ แต่กระนั้นก็มีข้อที่ควรระมัดระวังและต้องพิจารณาเปรียบเทียบให้รอบด้านเช่นกัน
สิ่งที่ผู้กู้รายย่อยและเอสเอ็มอีต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ในเบื้องต้น มีดังนี้
1.ค่าปรับ กรณีคืนเงินกู้ก่อนกำหนดตามสัญญาของสถาบันการเงินเดิม ซึ่งปัจจุบันคิดค่าธรรมเนียมส่วนนี้ประมาณ 2% ของยอดหนี้ เช่น ถ้าเป็นหนี้อยู่ 1 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการชำระหนี้จะอยู่ที่ 20,000 บาท เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่สถาบันการเงินจะคิดค่าธรรมเนียมนี้เมื่อรีไฟแนนซ์ก่อนกำหนด 3 ปี
2.ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อที่ต้องจ่ายให้สถาบันการเงินใหม่ อาทิ ค่าสำรวจและประเมินหลักทรัพย์ เฉลี่ยอยู่ที่ 0.25-0.50% ของวงเงินกู้ หากวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ 2,500-5,000 บาท
3.ค่าธรรมเนียมในการจดจำนอง 1% ของราคาประเมิน ที่ต้องจ่ายให้กับกรมที่ดิน กรณีรีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินอื่น
4.ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ ที่ต้องจ่ายให้กรมที่ดิน
5.ค่าทำประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000-3,000 บาท ซึ่งสถาบันการเงินใหม่จะให้ทำ กระทั่งการทำประกันชีวิตของผู้กู้ ซึ่งค่าประกันจะขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ที่จะรีไฟแนนซ์
6.ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการเดินทางและติดต่อประสานงาน
ทั้งนี้ ผู้กู้ต้องพิจารณาว่า ประโยชน์ของดอกเบี้ยที่จ่ายลดลงในระยะ 3 ปี เทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไประหว่างดำเนินการ เพราะสถาบันการเงินส่วนใหญ่มักจะผูกมัดให้ลูกค้าอยู่ในสัญญาอย่างน้อย 3 ปี ฉะนั้นต้องพิจารณาความแตกต่างของดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีข้างหน้าว่าคุ้มกันหรือไม่
นอกจากนี้ ผู้กู้ควรมีเทคนิคการต่อรองกับสถาบันการเงินเดิม ด้วยการแสดงเจตจำนงว่า จะขอย้ายไปรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินใหม่ เจ้าหนี้เดิมจึงจะยอมงัดไพ่ใบสุดท้าย ด้วยการเสนอลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อจูงใจให้ลูกค้าอยู่กับสถานบันการเงินของตัวเองต่อไป ดังนั้นผู้กู้จะต้องติดตามอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ของตัวเองอยู่เสมอ หากพบว่าสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดก็ควรพิจารณารีไฟแนนซ์เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ดีที่สุด
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรีไฟแนนซ์ จะมีค่าธรรมเนียมวิเคราะห์โครงการที่เรียกเก็บในอัตรา 0.25% ของวงเงินกู้ แต่เมื่อรวมกับค่าประเมินราคาหลักประกันแล้วต้องไม่เกิน 5,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด ซึ่งธนาคารจะเรียกเก็บในอัตรา 2% และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ธนาคารกำหนด
สุพจน์ อาวาส กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า แม้ดอกเบี้ยจะต่ำและเป็นโอกาสของผู้กู้ก็จริง แต่ปัจจุบันการแข่งขันกันแย่งลูกค้าด้วยการรีไฟแนนซ์มีน้อยลง เพราะธนาคารส่วนใหญ่ชะลอการปล่อยกู้ เนื่องจากห่วงความเสี่ยงจากหนี้เสีย โดยเฉพาะลูกค้าของเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งไม่ค่อยจะถูกธนาคารอื่นมาแย่งลูกค้ามากนัก นั่นเพราะธนาคารเองก็พยายามดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด
ดังนั้น การรีไฟแนนซ์จะเป็นประโยชน์กับผู้กู้หรือไม่ อยู่ที่การใส่ใจดูเงื่อนไขในสัญญากู้ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับภาวะตลาดการเงินเป็นสำคัญ ไม่ใช่ปล่อยทิ้งนานจนครบสัญญา ทั้งที่มีโอกาสและช่องทางต่อรอง ไม่เช่นนั้นผู้กู้ก็จะตกอยู่ในคอกกักที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดแม้แต่น้อย







