
บ้านทรุด คนช้ำ
กว่าที่ครอบครัวหนึ่งจะมีบ้านสักหลังในกรุงเทพฯ คงต้องออมเงินกันมานาน และยังต้องผ่อนบ้านต่อไปอีกหลายปี และกว่าที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บริษัทหนึ่งจะทำโครงการบ้านจัดสรรสักโครงการ ก็คงต้องลงทุนไม่น้อย ทั้งค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง ต้องกู้ธนาคารเสียดอกเบี้ยอีก
กว่าที่ครอบครัวหนึ่งจะมีบ้านสักหลังในกรุงเทพฯ คงต้องออมเงินกันมานาน และยังต้องผ่อนบ้านต่อไปอีกหลายปี และกว่าที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บริษัทหนึ่งจะทำโครงการบ้านจัดสรรสักโครงการ ก็คงต้องลงทุนไม่น้อย ทั้งค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง ต้องกู้ธนาคารเสียดอกเบี้ยอีก
เรื่องบ้านจึงเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะมองมุมของผู้ซื้อหรือผู้ขาย
วสท.ได้รับการขอให้ลงพื้นที่โครงการที่มีปัญหาบ้านทรุดดังที่เป็นข่าวในสัปดาห์ก่อน เราพบว่าพื้นถนนและที่จอดรถหน้าอาคารพักอาศัย 3 ชั้น ทรุดมากสุดถึง 1 เมตร และส่วนใหญ่ทรุดประมาณ 50-60 ซม. ซึ่งถือว่าหนักทีเดียว สร้างปัญหาปวดใจแก่ชาวบ้าน แม้อาคารจะทรุดน้อยและยังคงไม่เกิดความเสียหายเพราะวางอยู่บนเสาเข็ม แต่ที่จอดรถและถนนไม่มีเสาเข็มวางอยู่บนพื้นดิน เมื่อดินทรุดก็ดึงให้พื้นทรุดตามไปด้วย จากปัญหาทางวิศวกรรมจึงกลายเป็นปัญหาระหว่างชาวบ้านและเจ้าของโครงการ
เรื่องบ้านทรุด ถนนทรุด เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในกรุงเทพฯ บ้างก็ว่าคงต้องทำใจเพราะกรุงเทพฯ อยู่บนดินอ่อนยังไงก็ต้องทรุด จริงอยู่ครับ แต่ไม่ใช่ว่าสร้างอาคารบนดินอ่อนแล้วต้องทรุดเสมอไป เพราะความรู้ของวิศวกรปัจจุบันทำให้เราสามารถสร้างสนามบินบนทะเลยังได้เลย หรือแม้แต่สนามบินสุวรรณภูมิก็สร้างอยู่บนพื้นที่ดินอ่อนมากที่สุดของกรุงเทพฯ ก็ยังสร้างได้ เพราะฉะนั้นการสร้างบ้านธรรมดา เราสามารถควบคุมการทรุดตัวได้ หากเรารู้ถึงปัญหาและเตรียมตัวแก้ไข
ด้านเจ้าของโครงการ เมื่อซื้อที่ดินก็ควรถมดินทิ้งไว้เป็นปี จะกี่ปีนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากถมบ่อลึกก็ต้องทิ้งไว้หลายปีมาก หากถมพื้นที่ดินที่มีการปรับแล้วอาจไม่ต้องรอนาน และยังเกี่ยวกับคุณภาพของดินถม ทรายเป็นวัสดุถมที่ดีที่สุดแต่ราคาสูง จึงมักใช้หน้าดินถมแทน แต่บางทีกลับไปใช้ดินเหนียวคุณภาพต่ำราคาถูกมาถม นี่แหละจะสร้างปัญหาในอนาคต จากนั้นต้องรอให้ดินถมเร่งการทรุดตัวให้มากที่สุดก่อนจะก่อสร้าง ขณะที่วิศวกรจะต้องเจาะหลุมสำรวจดิน เพื่อหาคุณสมบัติทางวิศวกรรมให้แน่ชัดก่อนออกแบบ
การบรรเทาปัญหาการทรุดตัวของดินทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การบดอัดปรับปรุงดินให้แน่นมากขึ้น จนถึงการตอกเสาเข็มรองรับโครงสร้างพื้นถนน แทนที่จะวางไว้บนดิน เมื่อวิศวกรรู้ข้อมูลดินก็จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้วิธีใดให้เหมาะสมที่สุด จึงไม่ใช่เป็นเรื่องยาก
ด้านผู้ที่จะซื้อบ้าน ก็ไม่ง่ายที่จะรู้ว่าอนาคตบ้านจะทรุดหรือไม่ และเราก็มักเลือกซื้อบ้านตามทำเลที่ชอบ รูปแบบที่ใช่ และราคาถูกใจ ทุกโครงการที่เพิ่งสร้างเสร็จอะไรก็ดูดีไปหมด ปัญหายังไม่เกิดจึงยากที่จะรู้ ผมแนะนำว่าเราสามารถลดความเสี่ยงได้
โดย 1.ขอแบบก่อสร้างเพื่อได้ข้อมูลเรื่องโครงสร้างบ้านโดยรวม 2.สอบถามข้อมูลโครงการเบื้องต้นว่าสร้างมากี่ปี พื้นที่ตรงนี้ถมดินมานานเท่าไร 3.ควรดูหลายโครงการเพื่อได้ข้อมูลมาเปรียบเทียบ และ 4.ระยะเวลาประกันความเสียหายควรมากกว่า 1 ปี
ข้อมูลนี้ช่วยในการตัดสินใจ และหากพบการทรุดตัวที่ผิดปกติ ขอให้รีบสำรวจระยะการทรุดตัวทันที อย่าปล่อยไว้จนทรุดลงหลายสิบเซนติเมตรแล้วค่อยมาวัด จะยากมากในการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อแก้ไข
เรื่องบ้านทรุดจึงเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากออกแบบและก่อสร้างให้ถูกต้อง เพราะหากเกิดขึ้นแล้วก็คงมีแต่ความช้ำใจ







