
สังคมสูงวัย
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์และนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อหลักที่พูดคุยกัน คือ ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ปรับตัว
ผู้บริหารไทยพาณิชย์และนักวิชาการจากทีดีอาร์ไอให้ข้อมูลที่น่าตื่นตระหนกว่า ตั้งแต่ปี 2003 แล้วที่สัดส่วนผู้สูงอายุของไทยสูงเกินค่าเฉลี่ยทั่วโลก
ปัจจุบันไทยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณ 6.5 ล้านคน คิดเป็น 10% ของประชากรทั้งประเทศ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2035 หรืออีก 20 ปีนับจากนี้ไป เรียกว่าได้เห็นกันในคนรุ่นเรานี่แหละ
นอกจากนี้ ไทยยังมีประชากรอายุระหว่าง 60-65 ปี อีกถึง 3.3 ล้านคน ส่วนใหญ่เกษียณอายุแล้ว
ผู้บริหารไทยพาณิชย์ บอกว่า เมื่อนำข้อมูลประชากรของไทยมาเทียบกับผู้สูงอายุในกลุ่มประชาคมอาเซียน พบว่าไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ และปัจจุบันสังคมเป็นสังคมที่มีอัตราการเกิดน้อยมาก คู่สมรสและครอบครัวใหม่มีอัตราการมีลูกแค่ 1.4 คน ทำให้สัดส่วนวัยทำงานของไทย 8 คน จะมีคนแก่ 1 คน และอีก 15 ปี จะเพิ่มเป็น 8:3
แต่กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ได้ตระหนักและหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยในอนาคตอันใกล้นี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่ประเทศไทยจะต้องวางยุทธศาสตร์ด้านประชากรของประเทศให้ชัด เพราะการเพิ่มจํานวนของประชากรสูงอายุประกอบกับอายุขัยที่ยาวขึ้นจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในหลายมิติ
เอาเพียงแค่เรื่องการขาดแคลนแรงงาน ก็เป็นประเด็นใหญ่ที่จะเพิ่มหรือลดศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีปัญหาด้านการคลังหนักแน่นอน
เนื่องจากปัจจุบันนี้ไทยยังมีสวัสดิการให้กับกลุ่มผู้สูงอายุไม่เพียงพอ และมีการประเมินว่าต้องปรับวิธีการใหม่เพื่อรับมือกับภาระทางการคลังที่จะสูงขึ้น เพราะระบบการดูแลสวัสดิการของประชากรไทยยังยึดแบบการจ่ายผลประโยชน์ให้ผู้เกษียณตามอายุงาน ซึ่งในอนาคตจะมีปัญหา รัฐบาลควรปรับปรุงมาใช้วิธีการจ่ายผลประโยชน์ให้กับผู้เกษียณอายุตามสัดส่วนจำนวนเงินที่ได้สะสมไว้เมื่ออยู่ในวัยทำงาน โดยเป็นการกระตุ้นการออมไปพร้อมกันด้วย
มีการประเมินว่าภาระทางการคลังจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจะมาเร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด ผลกระทบข้างเคียงจากการเปลี่ยนแปลงก็มาเร็วยิ่งขึ้น จนสังคมไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง
เมื่อคนวัยทำงานลดลงขีดความสามารถของประเทศก็ลดลงตาม เศรษฐกิจก็หดตัวตามกำลังซื้อที่ลดลง
นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปก็มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนด้วย
ประเด็นที่ภาคธุรกิจต้องจับตามอง คือ
1.ผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค
2.ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดําเนินชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีการสำรวจกันทั่วโลกว่า คนแก่จะบริโภคลดลง 30%
3.ผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง ผู้บริโภคต้องปรับรูปแบบการออมและลงทุนเพื่อรักษาระดับรายได้ในการดำรงชีวิต
ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจจะต้องเรียนรู้ วางแผนรับมือ ปรับเปลี่ยนนโยบายกลยุทธ์ทางธุรกิจตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนปัญหาจะมาถึง...







