
หุ้นไทยซึมซับปัจจัยเสี่ยงไปมากแล้ว
ตลาดหุ้นไทยซึมซับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายใน-นอก ไปมากแล้ว ไล่เรียงตั้งแต่วิกฤตหนี้กรีซ เศรษฐกิจจีนโตช้าลง ภัยแล้ง การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแผ่วลง นำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้นที่พึ่งการบริโภคในประเทศ คาดดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้จะแกว่งในกรอบ 1,477-1,510 จุด
ตลาดหุ้นไทยซึมซับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายใน-นอก ไปมากแล้ว ไล่เรียงตั้งแต่วิกฤตหนี้กรีซ เศรษฐกิจจีนโตช้าลง ภัยแล้ง การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแผ่วลง นำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้นที่พึ่งการบริโภคในประเทศ คาดดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้จะแกว่งในกรอบ 1,477-1,510 จุด
เศรษฐกิจจีนดูเสี่ยงสูงขึ้นที่จะโตไม่ถึง 7% ในปีนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซ้ำเติมการส่งออกของไทยที่ติดลบต่อเนื่องกันมา 5 เดือน เนื่องจากจีนเป็นประเทศคู่ค้าหลักของไทยและอาเซียน
จีนยังเผชิญภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่โตเป็นอันดับ 2 ของโลก ดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ดิ่ง 29% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2558 มูลค่าตลาดหุ้นหายไป 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า GDP กรีซถึง 11.7 เท่า
ขณะที่ปัจจัยภายนอกดูปั่นป่วน ปัจจัยภายในก็มีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่ากัน
สถานการณ์ภัยแล้งที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี ส่งผลลบต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ที่ส่วนหนึ่งต้องเลื่อนการทำนาออกไป รายได้เสี่ยงจะหดหายไปราว 1.5 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.1% ของ GDP ภัยแล้งยิ่งลากยาว ยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อรากหญ้าที่อ่อนแออยู่แล้ว
เศรษฐกิจไทยปีนี้จึงดูเสี่ยงที่จะโตไม่ถึง 3% โดยมีตัวแปรใหม่ คือ ภัยแล้งรุนแรง และการส่งออกที่ส่อหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ เมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยแผ่วลงจนฉุดกำลังซื้อซึมยาว NPL ก็เร่งตัวขึ้น
สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว จึงเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นธนาคาร ในขณะที่ข่าวร้าย “ท่วมจอ”
ด้านวิกฤตกรีซ โลกจะทราบผลการลงประชามติของกรีซในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. กรณีเสียงส่วนใหญ่โหวต “No” อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินโลกบ้าง แต่เชื่อว่าตลาดได้ซึมซับปัจจัยเสี่ยงนี้ไว้พอสมควรแล้ว
กรณีโหวต “Yes” เชื่อว่าธนาคารกลางยุโรปจะยอมปล่อยสภาพคล่องฉุกเฉินเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในกรีซ และเปิดการเจรจารอบใหม่ต่อไป แต่คงดีใจได้ไม่สุด เพราะนายกฯ กรีซได้แสดงจุดยืนที่จะลาออก ซึ่งอาจทำให้การเจรจาหนี้ชะงักงัน ระหว่างรอรัฐบาลชุดใหม่
ท่ามกลางปัจจัยลบ แนะใช้จังหวะหุ้นย่อ ทยอยเลือกเก็บหุ้นกลุ่มด้านล่าง ตามแนวรับ 1,480-1,477 จุด ขณะที่มีแนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,510 จุด
ประการแรก รัฐควบคุมสถานการณ์ “เมอร์ส” ได้ดี ขณะที่ประเด็นความปลอดภัยด้านมาตรฐานการบินทรงตัว ส่งผลบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว AOT เด่นสุดในกลุ่มนี้
ประการที่ 2 มุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2 โดยเฉพาะหุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่น ที่อัตรากำไรทรงตัวในระดับสูง และมีโอกาสพลิกเป็นกำไรจากสต๊อกสินค้าคงคลัง
ประการที่ 3 หุ้นปันผลดี ที่กำลังจะจ่ายปันผลงวดกลางปีในช่วง 2 เดือนข้างหน้า เช่น INTUCH ADVANC ที่ยังมีลุ้นปลดล็อกขีดความสามารถในการให้บริการ จากความคืบหน้าประมูล 4จี ในเดือน พ.ย.นี้
ประการที่ 4 การเร่งรัดประมูลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ช่วยหนุนหุ้นรับเหมาก่อสร้าง แนะดู CK STEC SEAFCO
พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ







