
นำผลิตผลอินโดฯดั้งเดิม ออกสู่สายตาชาวโลก
ย้อนกลับไปเมื่อราว 8 ปีก่อน “เฮเลียนทิ ฮิลแมน” หญิงสาวชาวอินโดนีเซียได้เดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรดั้งเดิมที่เมืองแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเกาะชวา
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
ย้อนกลับไปเมื่อราว 8 ปีก่อน “เฮเลียนทิ ฮิลแมน” หญิงสาวชาวอินโดนีเซียได้เดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรดั้งเดิมที่เมืองแห่งหนึ่งทางตะวันตกของเกาะชวา ก่อนที่เกษตรกรจะขอร้องให้เจ้าตัวถอดรองเท้าก่อนที่จะเดินเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูก ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว เกษตรกรยังสอบถามถึงอารมณ์ของฮิลแมนก่อนจะเข้าไปในสวนด้วยว่าอารมณ์ดีหรือไม่
“ตอนนั้นฉันได้ตระหนักเลยว่า วิธีการที่พวกเขาทำการเกษตรนั้นเป็นมากกว่าการปลูกแบบออร์แกนิก” ฮิลแมน กล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน พร้อมเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้วิธีคิดนั้นเปลี่ยนไปเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น จากการเดินทางไปสถานที่ดังกล่าว ฮิลแมนได้รู้จักกับการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซีย และได้เรียนรู้ว่าเกษตรกรดั้งเดิมเหล่านี้มีความต้องการที่อยากจะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์พืชเอาไว้
จุดดังกล่าวทำให้หญิงสาว อดีตนักกฎหมายรายนี้มีแรงบันดาลใจที่อยากจะสานฝันเกษตรกรเหล่านี้ จึงตัดสินใจก่อตั้ง “ชวารา” ธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศอินโดนีเซียราว 5 หมื่นคน โดยบริษัทได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือเสริมศักยภาพในการผลิตทั้งด้านการตลาดและการกระจายสินค้าพื้นบ้านมากกว่า 640 สินค้า พัฒนาความปลอดภัยสถานที่ทำงาน และพัฒนาสินค้าในตลาด และแน่นอนว่าช่วย “รักษาวัฒนธรรมการเกษตรแบบดั้งเดิมของอินโดนีเซีย” เอาไว้
“ย้อนกลับไปในช่วงยุค 1960 เรามีพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกันมากกว่า 7,000 สายพันธุ์ ทว่าในตอนนี้คนได้ลืมเลือนไปหมดแล้ว โดยคนสมัยนี้รู้จักแต่ข้าวดำ ข้าวขาว ข้าวแดงเท่านั้น” ประธานบริหารของชวารา วัย 44 ปี กล่าว
ฉะนั้นแล้ว พืชพันธุ์เกษตรต่างๆ ที่เติบโตภายใต้เครือข่ายของการดูแลของชวาราจึงมีความหลากหลายอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสายพันธุ์พืชดั้งเดิมเอาไว้แล้ว ยังทำให้เกษตรกรสามารถเติบโตได้อย่างมีความแข็งแกร่งอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ก็สามารถเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมแก่การปลูกในสภาวะที่แตกต่างหลากหลายได้
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่ความหลากหลายนี้มีความเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าเรากำลังสูญเสียสิ่งเหล่านี้ โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำไป” ฮิลแมน ระบุ
แนวคิดดังกล่าวของฮิลแมนนั้นยังได้รับการยืนยันจากรายงานของสหภาพแห่งองค์กรวิจัยป่าไม้ระหว่างประเทศ (ไอยูเอฟอาร์) กลุ่มไม่แสวงหากำไร ที่ระบุว่า บทบาทของชุมชนดั้งเดิมนั้นมีความสำคัญต่อทั้งการปกป้องผืนป่า และเพิ่มความมั่นคงทางด้านอาหารด้วย
อย่างไรก็ตาม การเข้าไปหาเกษตรกรดั้งเดิมในอินโดนีเซียนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเกษตรกรดั้งเดิมส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และการอยู่ในพื้นที่ห่างไกลนี้เองที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นไม่เชื่อใจคนภายนอก
ทว่า ก็นับเป็นเรื่องที่โชคดีว่าทางฮิลแมนได้ติดต่อผ่านสมาคมของเกษตรการการจัดตั้งแมลงอย่างบูรณาการ ซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่มเกษตรกรดั้งเดิม และเกษตรรายย่อย 1 ล้านคน ในอินโดนีเซีย ในการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเริ่มต้นที่จะช่วยทำการตลาดของผลิตผล
ต่อมาเป็นเรื่องโชคดีอีกครั้งสำหรับชวารา และเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่าย เมื่อ แรนช์ มาร์เก็ตซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในกรุงจาการ์ตา ได้สั่งข้าวสารหลากหลายสายพันธุ์จากชวาราเพื่อนำไปวางขาย ซึ่งต่อมาได้ทำให้บรรดาโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังต่างหลั่งไหลเข้ามาสั่งสินค้า
ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป เครือข่ายเกษตรของชวาราก็ขยายวงมากขึ้น โดยทางชวาราก็เดินหน้าลดช่องว่างทางความรู้ของกลุ่มผู้ผลิตผ่านการฝึกฝนเบื้องต้น และคำแนะนำการผลิต ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ทางชวารายังได้ช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับใบรับรองการปลูกแบบออร์แกนิก รวมถึงให้สินเชื่อในการซื้อเครื่องมืออีกด้วย
นอกจากจะขายพืชผลการเกษตรที่เป็นมรดกตกทอดมาหลายรุ่นแล้ว ชวารายังช่วยให้เกษตรกรและผู้ผลิตสรรค์สร้างสินค้าที่เพิ่มมูลค่าขึ้นมาด้วย เช่น ข้าวที่มีกลิ่นขมิ้น เป็นต้น
จากความพยายามและแนวคิดการสนับสนุนเกษตรกรดั้งเดิมของหญิงรายนี้ ได้ส่งผลให้มูลนิธิชวาบ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการประกอบการเพื่อสังคมที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับชุมชนในระดับรากหญ้าได้มอบรางวัล “ผู้ประกอบการเพื่อสังคมแห่งเอเชียประจำปี” ให้กับฮิลแมน ในงานเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาด้วย
ในปัจจุบันสินค้าของชวาราไม่ได้วางขายแต่ในเฉพาะประเทศอินโดนีเซียเท่านั้น ทว่ายังได้ส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐ เกาหลีใต้ และอีก 11 ประเทศในยุโรป ซึ่งรายได้จากการส่งออกนั้นคิดเป็นถึง 85% ของยอดขายทั้งหมดเลยทีเดียว
“อยู่ๆ เราก็ได้ตระหนักว่าสินค้าดั้งเดิมเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ที่ไม่เพียงแต่มีน้ำตาลน้อย ออร์แกนิก ไม่มีกลูเตนแล้ว ยังผลิตขึ้นมาอย่างยั่งยืนอีกด้วย” ฮิลแมน กล่าว







