posttoday
CBG ถือยาวได้รับสองเด้ง แบรนด์ต่อยอดได้อีกเยอะ

CBG ถือยาวได้รับสองเด้ง แบรนด์ต่อยอดได้อีกเยอะ

06 กรกฎาคม 2558

มุมมองต่อหุ้น CBG ว่าเป็นหุ้นที่นักลงทุนสามารถถือได้ในระยะยาว เพราะแบรนด์คาราบาวสามารถนำไปต่อยอดในการทำธุรกิจได้อีกหลายด้าน

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย

“ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ” กรรมการผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 บริษัท คาราบาว กรุ๊ป (CBG) มีมุมมองต่อหุ้น CBG ว่าเป็นหุ้นที่นักลงทุนสามารถถือได้ในระยะยาว เพราะแบรนด์คาราบาวสามารถนำไปต่อยอดในการทำธุรกิจได้อีกหลายด้าน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  และเป็นหุ้นปันผลด้วย โดยมีนโยบายจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ยกเว้นมีโอกาสทางธุรกิจทำให้ต้องใช้เงินไปลงทุนซึ่งเชื่อว่าผู้ถือหุ้นจะเห็นด้วย เพราะเป็นการสร้างการเติบโตของธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถมีช่องการเติบโตหลายช่องทาง

กำไรในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตประมาณ 40% มากกว่าอัตราการเติบโตของยอดขายที่จะเติบโตราว 20% เพราะต้นทุนที่ลดลงจากการมีโรงงานผลิตขวดที่จะรับรู้เต็มปีในปีนี้ และภาระดอกเบี้ยที่หมดไปหลังการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) แม้ว่ากำไรในปีต่อๆ ไปจะไม่เติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นปีนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับยอดขาย และโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่คือตัวแทนกระจายสินค้า ที่ช่วยแชร์ต้นทุนลดค่าใช้จ่ายให้บริษัทด้วย

นอกจากนั้น คาราบาวฯ ยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต “ณัฐชไม” เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนธุรกิจระหว่างปี 2558-2560 จะให้ความสำคัญกับธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งมีการแข่งขันไม่รุนแรงเหมือนในประเทศ ทำให้มีอัตรากำไรสูงกว่า

ล่าสุด ฝ่ายบริหารอนุมัติให้ตั้งคณะทำงานด้านธุรกิจต่างประเทศขึ้นมา พร้อมแยกตั้งหน่วยธุรกิจต่างประเทศขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่มีทีมงานดูแลเพียง 5 คน เริ่มจากส่งบุคลากรไปประจำที่เมียนมา จากก่อนหน้านี้ไม่มีบุคลากรประจำ  เพื่อให้ทีมงานต่างประเทศทำกลยุทธ์สร้างให้ยอดขายเติบโตในกลุ่มลูกค้าเดิม รวมถึงหาลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม และศึกษาหาโอกาสใหม่ทางการตลาดในประเทศนั้นๆ ว่ามีกระแสนิยมเครื่องดื่มชนิดใด

สำหรับช่วง 6 เดือนแรกปี 2558 ธุรกิจต่างประเทศยังเติบโตได้ดีในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (CLMV) ตลาดสำคัญคือ กัมพูชา เมียนมาไปได้ดี ส่วนอัฟกานิสถาน ในไตรมาส 2  เริ่มมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามาหลังหยุดไปในช่วงไตรมาสแรก  โดยเป็นตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ  และมีสินค้าใหม่เครื่องดื่มชูกำลังอัดลมที่ออกขายในต่างประเทศ และเตรียมรุกตลาดใหม่คือยุโรป ด้านธุรกิจในจีนมีการจำหน่ายสินค้าเข้าไปอยู่แล้ว แต่มีแผนจะเพิ่มช่องทางการขายมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3

“เดิมธุรกิจต่างประเทศจะมีอัตรากำไรที่สูงกว่าในประเทศ เพราะมีการแข่งขันที่น้อยกว่า แต่หลังจากบริษัทมีโรงงานผลิตขวดแก้ว ทำให้อัตรากำไรธุรกิจในประเทศใกล้เคียงกัน โดยในไตรมาสแรกอัตรากำไรขั้นต้นต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 34% ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 38% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 36.6%”

ส่วนธุรกิจในประเทศบริษัทไม่ได้ละเลย มีแผนกระตุ้นยอดขาย มีแคมเปญออกมาเรื่อยๆ  เช่น ไตรมาส 2 สะสมฝาคาราบาวแดงที่มีสัญลักษณ์ B12 ครบ 500 ฝา แลกกีตาร์พร้อมลายเซ็น “แอ๊ด คาราบาว” พร้อมเขียนชื่อผู้ได้รับกีตาร์ ที่เริ่มมีกระแสดีขึ้นเรื่อยๆ จะมีผลลัพธ์กระตุ้นยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาส 3-4  หรือหากได้ยังไม่ครบตามจำนวน ยังสามารถนำไปแลกของรางวัลที่มีมูลค่าต่ำกว่าได้

ทั้งนี้ ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นไอพีโอ ระบุว่า ในปี 2556 บริษัทมีรายได้จากภายในประเทศ จำนวน 5,310.9 ล้านบาท หรือสัดส่วน 77.4% ของยอดขายรวมทั้งสิ้น 6,862.9 ล้านบาท  ซึ่งมาจากการขายคาราบาวแดงแบบขวดเพียงอย่างเดียว ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีการขายแบบกระป๋องเกือบทั้งหมด   ส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา อัฟกานิสถาน เยเมน เมียนมา เวียดนาม และอื่นๆ รวมมูลค่า 1,552 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.6% โดยส่วนใหญ่ขายในกัมพูชาสัดส่วน 8.6% ส่วนในปี 2557 เริ่มมีสินค้าใหม่คือ สตาร์ท พลัส และสิ้นปีมีกำไรสุทธิ  1,011  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 499 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 97.46% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556 ที่มีกำไรสุทธิ 512 ล้านบาท  และจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 1.79% เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดสิ้นปีที่ 33.50 บาท ขณะที่หุ้นเพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่  21 พ.ย. 2557

บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในส่วนธุรกิจเครื่องดื่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี ทั้งนี้ยังไม่นับแผนการทำธุรกิจตัวแทนกระจายสินค้าที่เน้นกลุ่มร้านค้าปลีกจะเกิดขึ้นภายใน 3 ปี ในอนาคตจะมีสัดส่วนต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันเริ่มมีผู้ติดต่อเพื่อนำมาให้บริษัทกระจายสินค้าให้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเป็นสินค้าที่เหมาะสม และในอนาคตจะไม่ขัดแย้งกับธุรกิจของบริษัท

ปัจจุบันมีแผนจะเริ่มทดลองนำสินค้าบางแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วนำมาขายหน่วยรถ กระจายสินค้าของบริษัทเพื่อเป็นการฝึกพนักงาน ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เริ่มมีศูนย์กระจายสินค้าในปี 2558 ให้ครบ 9 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกประมาณ 8,000-1 หมื่นร้านค้าต่อศูนย์ ได้แก่ จ.ขอนแก่น อุดรธานี และเดือน ส.ค. จะเปิดที่ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นในช่วงที่เหลือของปีมีแผนจะเปิดที่ จ.สุรินทร์ อุบลราชธานี และสกลนคร ส่วนที่เหลือกำลังพิจารณาว่าจะเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือหรืออีสาน และแผนภายใน 3 ปี ตั้งเป้าหมายจะมีศูนย์กระจายสินค้าให้ครบ 30 แห่ง ครอบคลุมร้านค้าปลีกทั่วประเทศประมาณ 3 แสนร้านค้า พร้อมทั้งสร้างฝึกอบรมทีมขายขึ้นมาใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นพนักงานในเขตจังหวัดนั้นๆ ยกเว้นผู้บริหารศูนย์กระจายสินค้าจะมาจากส่วนกลาง

ตอนนี้ยังไม่ได้ประมาณการว่าธุรกิจตัวแทนกระจายสินค้าจะสร้างรายได้เติบโตได้ ประมาณเท่าไหร่ ต้องศึกษาและทดลองทำก่อนเพื่อให้เห็นทิศทางของธุรกิจนี้ให้ชัดเจน รวมถึงต้องสร้างทีมขายว่ามีความถนัดในแนวทางไหน เพราะรถกระจายสินค้ามีพื้นที่จำกัดเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี น่าจะมีความชัดเจน และในกลางเดือน ก.ค.นี้ จะมีผู้บริหารใหม่ที่มีความรู้และประสบการณ์เข้ามาดูแลธุรกิจตัวแทนกระจายสินค้าและการขาย ขณะนี้การมีศูนย์และหน่วยรถกระจายสินค้าเป้าหมายหลัก คือ การกระจายสินค้าในเครือเพื่อต้องการเป็นผู้นำ รวมถึงรองรับสินค้าใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคตด้วย

สำหรับแผนการออกเครื่องดื่มใหม่ๆ “ณัฐชไม” กล่าวต่อว่า  จะไม่เร่งรีบและไม่มีการกำหนดว่าจะต้องออกสินค้าใหม่เป็นจำนวนเท่าใดต่อปี เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแมสมีการแข่งขันที่สูง รวมถึงด้านการตลาดต้องใช้งบจำนวนมากเพื่อทำการโฆษณาให้คนรู้จัก ดังนั้นแผนการตลาดต้องมีระยะเวลาทำต่อเนื่อง เพื่อให้เครื่องดื่มใหม่ประสบความสำเร็จติดตลาด กระจายสินค้าได้ครอบคลุมทั่วถึง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้สินค้าใหม่เกิดและอยู่ต่อได้ด้วยการเข้าถึงครอบคลุมในพื้นที่เป้าหมาย

“ณัฐชไม” กล่าวทิ้งท้ายว่ารูปแบบในการทำการตลาดของบริษัทนั้นจะมีลักษณะ “แบบป่าล้อมเมือง” สร้างตลาดให้เกิด กำหนดแผนจังหวัดเพื่อยึดในพื้นที่เป้าหมาย เช่นเดียวกับที่ใช้ได้ผลกับเครื่องดื่มคาราบาวแดง เริ่มต้นที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการทำการตลาด รวมถึงสตาร์ท พลัส ซิงค์ด้วย

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล