
“เศรษฐพุฒิ” ชี้ กรีซไม่ได้ทำจีดีพีแย่
ปัญหาที่เกิดกับกรีซส่งผลกระทบต่อไทยน้อยกว่าปัจจัยภายในอื่นๆ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังกังวลกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศกรีซ ว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้วให้อ่อนแอหนักขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดกรีซเบี้ยวจ่ายหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเบี้ยวจ่ายหนี้สถาบันการเงินระหว่างประเทศอื่นๆ จนสุดท้ายต้องออกจากการเป็นสมาชิกของยูโรโซน
แต่สำหรับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กลับเห็นว่าปัญหาที่เกิดกับกรีซส่งผลกระทบต่อไทยน้อยกว่าปัจจัยภายในอื่นๆ โดยเฉพาะล่าสุดภัยแล้งที่ทำให้เกษตรกรรายได้ลดลงมากขึ้นจากผลผลิตที่น้อยลง รวมทั้งการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐและเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดจะฉุดเศรษฐกิจไทยขยายตัวไปในทิศทางที่ต่ำกว่า 3% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้
สำหรับการที่ กนง.จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหรือไม่ เศรษฐพุฒิ ขอถามกลับว่า คิดจริงๆ หรือที่ว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเป็นอุปสรรคที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ผมว่าไม่ใช่หรอกและเราก็ผ่อนปรนนโยบายการเงินมากพอแล้ว
เศรษฐพุฒิ ระบุว่า หลังจากที่การส่งออกหมดพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตัวที่ขึ้นมาขับเคลื่อนแทนคือการบริโภค ซึ่งหลักๆ มาจากการบริโภคของภาคการเกษตรและนักท่องเที่ยว แต่เกษตรกรที่เป็นกลุ่มใช้จ่ายใหญ่สุดในประเทศ 40% ของแรงงานไทยถูกกระทบจากรายได้ที่หดหายไป เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยังประสบภัยแล้ง ขณะที่การกู้เพื่อใช้จ่ายก็ทำได้ยากขึ้นเพราะติดปัญหาหนี้ครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แม้ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวเดือน ม.ค.-พ.ค.ที่ผ่านมาจะเพิ่มขึ้น 24% เป็น 12.44 ล้านคน แต่นักท่องเที่ยวหลักจะมาจากประเทศจีน ที่มีการใช้จ่ายในไทยต่ำกว่านักท่องเที่ยวจากยุโรปถึง 40%
สาเหตุหลักดังกล่าวทำให้การบริโภคในประเทศของไทยไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ
ขณะที่รายจ่ายภาครัฐแม้ว่าครึ่งแรกปีนี้จะมีการผลักดันงบประมาณรายจ่ายออกมาจำนวนมาก แต่ในครึ่งหลังของปีเม็ดเงินงบประมาณที่ออกมาสู่ระบบคงเบาบางลง เพราะรัฐไม่มีความชัดเจนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการสัมปทานต่างๆ ยังไม่เกิด จึงยังไม่เห็นการขยายการลงทุน ของภาคเอกชน
สำหรับปัญหาที่กำลังเกิดกับกรีซนั้น เศรษฐพุฒิเห็นว่ากระทบต่อไทยน้อยมาก เพราะจีดีพีของกรีซเล็กและไทยค้าขายด้วยน้อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามดูมากกว่า คือ ปัญหากรีซจะลามไปถึงประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนหรือไม่ โดยเฉพาะหากกรีซต้องออกจากยูโรโซนว่าจะกระทบความเชื่อมั่นต่อเงินสกุลยูโร
“ยูโรถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวด้านเศรษฐกิจโดยใช้เงินสกุลเดียวกัน คือ ยูโร แต่ไม่ได้ออกแบบหรือวางระบบรองรับการออกจากการรวมกลุ่มของประเทศใดประเทศหนึ่ง ถ้ากรีซออกจากยูโรจริง คำถามคือแล้วจะมีประเทศอื่นๆ ออกอีกหรือไม่ แล้วเงินสกุลยูโรจะน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ละประเทศจะมีคำถามว่าเราควรเชื่อมั่นเงินสกุลยูโรมากน้อยแค่ไหน”เศรษฐพุฒิ ระบุ
ทั้งนี้ ความไม่เชื่อมั่นต่อเงินยูโรดังกล่าวเริ่มทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศตื่นตัวและศึกษาว่าควรจะถือเงินยูโรไว้ในทุนสำรองระหว่างประเทศหรือไม่
ซึ่งเศรษฐพุฒิก็เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็กำลังศึกษาปัญหานี้อยู่เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดีปัญหาที่เกิดขึ้นกับกรีซอาจจะทำให้กลุ่มประเทศยูโรโซนหันกลับมารวมกลุ่มกันเข้มแข็งแน่นหนาขึ้นก็ได้ โดยหันมาสร้างความใกล้ชิดทางด้านการคลังมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการรวมตัวกันด้านการเงินและปล่อยให้แต่ละประเทศดำเนินนโยบายการคลังกันเอง โดยการรวมตัวด้านการคลัง เช่น พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยประเทศใดประเทศหนึ่งในยูโรโซน ต้องได้รับการค้ำประกันจากประเทศอื่นในกลุ่ม หรือออกกฎเกณฑ์กำหนดสัดส่วนการขาดดุลการคลัง การก่อหนี้ประเทศ
การรวมกลุ่มที่เข้มแข็งขึ้นอาจรวมไปถึงการเข้ามาดูแลธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่เป็นจุดอ่อนของกลุ่ม เพราะปัจจุบันกลุ่มยูโรโซนไม่มีการตั้งสถาบันประกันเงินฝากของกลุ่ม ไม่มีกลไกจัดการปัญหากรณีที่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินขาดทุนจนวิกฤต







