
กสิกรฯรับคุมเอ็นพีแอลไม่อยู่
จ่อปรับเป้าใหม่เพิ่มเป็น2.8% กรุงไทยวุ่นสกัดไม่ให้หนี้เสียพุ่ง
จ่อปรับเป้าใหม่เพิ่มเป็น2.8% กรุงไทยวุ่นสกัดไม่ให้หนี้เสียพุ่ง
กสิกรไทยรับ คุมหนี้เสียไม่อยู่ จ่อเพิ่มเป้าเป็น 2.8% กรุงไทยสกัดตัวโก่ง ไม่ให้เกิน 2%
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกำลังพิจารณาปรับเป้าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปีนี้ จาก 2.5% ของสินเชื่อรวมเป็น 2.7-2.8% และเป็นไปได้ที่จะขยับเป้าหมายต้นทุนการเงิน (เครดิตคอสต์) ที่ส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้นราว 0.4-0.5% จากเดิมตั้งไว้ 1% โดยขอดูสถานการณ์เศรษฐกิจแต่ละเดือนในครึ่งปีหลังว่าจะกระทบต่อลูกค้าหรือไม่
“ไตรมาส 2 เราทำเพิ่มไปแล้ว ต้องดูผลในไตรมาส 3 ว่าจะสำเร็จแค่ไหน หากสถานการณ์ดีขึ้น อาจไม่จำเป็นต้องสำรองเพิ่มให้กระทบต้นทุนเครดิต หรือขึ้นแค่ 0.2-0.3% ก็ได้ โดยธนาคารยึดแนวทางบริหารธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล เมื่อเศรษฐกิจอ่อนตัวก็ต้องตั้งสำรองเพิ่มให้สอดคล้องกัน แม้แต่ช่วงเศรษฐกิจดีก็ควรสำรองไว้เผื่อจำเป็นในอนาคตด้วย” นายธีรนันท์ กล่าว
ทั้งนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (นิม) ที่มีแนวโน้มลดลง ธนาคารได้ประเมินไว้แล้ว หลังจากลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียว เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกระทบกับผลประกอบการของธนาคารบ้าง แต่ก็จำเป็นต้องเข้าไปประคองให้ธุรกิจอยู่รอด
สำหรับสินเชื่อรวมปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่เกิน 6% ตามเป้า มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีการซื้อและควบรวมกิจการอยู่ ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีอ่อนแอในบางกลุ่มอุตสาห กรรม เช่น ธุรกิจอุปโภคบริโภค ธุรกิจเกษตร ที่สินเชื่อยังชะลอตัวเพราะลูกค้าไม่ต้องการใช้ ไม่ใช่เพราะธนาคารจำกัดการปล่อยกู้
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปีนี้ ส่งผลให้เอ็นพีแอลมีแนวโน้มสูงขึ้นจากสิ้นปีที่แล้ว โดยจะพยายามควบคุมเอ็นพีแอลสุทธิไม่ให้เกิน 2% จาก 1.6% เมื่อสิ้นปี 2557 ส่วนยอดเอ็นพีแอลรวมคงยากที่จะคุมให้ต่ำกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท เท่ากับสิ้นปีที่ผ่านมา แต่ยอดเอ็นพีแอลเริ่มนิ่งขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ถือเป็นสัญญาณที่ดี
นอกจากนี้ จะปรับลดเป้าเติบโตสินเชื่อรวมปีนี้ จากเดิม 6% เนื่องจากสินเชื่อภาครัฐติดลบ และธนาคารระมัดระวังคุณภาพสินเชื่อใหม่มากขึ้น โดยอัตราอนุมัติสินเชื่อรายย่อยลดลงเหลือ 70%
ทั้งนี้ เเอ็นพีแอลส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านที่เติบโตถึง 100% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมาจากสินเชื่อรุ่นเก่าที่ยังไม่มีตะแกรงเข้มข้นพอ เมื่อลูกค้าอ่อนแอเจอภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวซ้ำเติมจึงกลายเป็นเอ็นพีแอล ซึ่งธนาคารได้ทยอยปรับโครงสร้างหนี้ไปหลายรายแล้ว
สำหรับแนวทางดูแลเอ็นพีแอลได้ทำ 3 ด้าน คือ 1.สร้างระบบฐานข้อมูลลูกค้าให้เข้มข้น เพื่อให้รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน 2.ตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรลูกค้าเอ็นพีแอล ซึ่งบางรายพบว่าหนี้ที่มีกับธนาคารอื่นยังดีอยู่ แสดงว่าต้องปรับปรุงระบบติดตามหนี้ และ 3.ให้สาขาช่วยติดตามหนี้และปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น







