
หุ้นจีนเริ่มปริ...ดิ่งแรง 5% ไทยกระเทือน
ฟองสบู่ในตลาดหหุ้นจีนเริ่มแตกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงวันเดียวดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตดิ่งลงแรงถึง 5.77%
ฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีนเริ่มแตกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงวันเดียวดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตดิ่งลงแรงถึง 5.77% และแค่สัปดาห์เดียวดัชนีรูดลงไปแล้วมากถึง 12.07% ความมั่งคั่งของจีนที่หายไปอย่างรวดเร็วย่อมส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ในฐานะที่เป็นคู่ค้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 และคาดว่ารัฐบาลจีนจะต้องออกมาตรการมาแก้ปัญหาก็ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกด้วย
นักลงทุนทั่วโลกตกอกตกใจอย่างมาก เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2558 ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนทรุดหนักถึง 225.85 จุด มาปิดที่ 3,686.92 จุด โดยหาเหตุผลไม่พบ และเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน ล่าสุดจีนได้เข้าตรวจสอบในตลาดหุ้นเพราะมีความสงสัยว่าอาจเกิดการปั่นหุ้นขึ้นหลังดัชนีดิ่งลงอย่างรุนแรง
จูดี้จาง นักวิเคราะห์ของธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส์ สาขาฮ่องกง เปิดเผยว่า รัฐบาลจีนจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืน เช่น การชะลอการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) หรือการลดภาษี เนื่องจากรัฐบาลกังวลเรื่องอาจเกิดการเทขายหุ้นที่ใช้สินเชื่อมาลงทุน (มาร์จิ้น)
ทั้งนี้ ในวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี หลังจากนั้นเพียง 3 สัปดาห์ ดัชนีหายไปแล้ว 28% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 94 ล้านล้านบาท) นับเป็นการร่วงลงแรงมากที่สุด ตั้งแต่ปี 2535 เลยทีเดียว
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นจีนดิ่งรุนแรง คือ “การเก็งกำไรของนักลงทุนมือใหม่” จนเกิดฟองสบู่ในตลาด เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ภาวะฟองสบู่แตกในปี 2550-2551 และในเดือน พ.ค.เพียงเดือนเดียวมีการเปิดบัญชีซื้อขายใหม่มากถึง 14 ล้านบัญชี สวนทางกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง นอกจากนั้นยังมีปัจจัยสำคัญคือการใช้สินเชื่อลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งธนาคารแมคควอรีประเมินว่าตลาดหุ้นจีนใช้มาร์จิ้นมากกว่าตลาดอื่นทั่วโลก
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า ความมั่งคั่งที่หายไปของจีนจะมีผลต่อการท่องเที่ยว และภาคส่งออกของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงเป็นไปได้ที่ค่าเงินหยวนจะลดลง ไม่แข็งค่าเหมือนที่ผ่านมาก็ยิ่งซ้ำเติมภาคส่งออกของไทยอีก
สำหรับการใช้มาร์จิ้นในตลาดหุ้นจีน หากคิดเป็นเม็ดเงินแล้วสูงมาก แต่หากเปรียบเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปแล้วเป็นเพียง 3% และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของเงินในระบบนับว่ายังห่างไกลจากประเทศไทยที่มีสัดส่วนถึง 80%
ไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานกรรมการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่ในจีนเกิดขึ้นจริง เพราะมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากเกินความต้องการจริง แต่มองว่ารัฐบาลจีนรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และจะออกมาตรการที่เข้มงวดออกมาดูแลเศรษฐกิจได้ทันท่วงที
สำหรับการส่งออกสินค้าไทยไปจีนนั้น เป็นผลกระทบลูกโซ่มากกว่า เพราะจีนถือเป็นผู้ผลิตสินค้าและส่งออกทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐชะลอตัว คำสั่งซื้อสินค้าไปยังจีนก็ลดลง จีนก็ย่อมสั่งซื้อวัตถุดิบจากประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบอย่างไทย หรือในอาเซียนลดลงตามไปด้วย ส่วนการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ไทยต้องดึงการลงทุนจากจีนเข้ามาให้มาก







