posttoday
‘พีระพงศ์ จรูญเอก’ เชื่อเงินต้องทำงาน

‘พีระพงศ์ จรูญเอก’ เชื่อเงินต้องทำงาน

03 กรกฎาคม 2558

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ถือเป็นผู้บริหารวัยหนุ่ม 39 ปี ที่มาแรงคนหนึ่ง เพราะเพิ่งก่อตั้งบริษัทเพียง 6 ปี ก็กำลังจะกลายเป็นบริษัทน้องใหม่ที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในไตรมาส 3 นี้แล้ว

เขาบอกว่า อาจเป็นความโชคดีที่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการทั้งจากหน้าที่การงานที่คอยดูแลโปรเจกต์โครงการก่อสร้างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือดั๊บเบิ้ล เอ กรุ๊ป รวมถึงการช่วยที่บ้านดูเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ทำให้เกิดมุมมองว่า เงินนั่นสามารถบริหารจัดการได้ และเป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่าเอาไปฝากความหวังไว้ที่ธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียวเพราะดอกเบี้ยที่ได้ไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปีแล้ว

ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่เขาลงทุนมีทั้งประเภทที่ดิน กองทุนรวม และหุ้น เหตุผลที่เขามั่นใจและชอบในที่ดิน เพราะเชื่อว่าผลตอบแทนที่ได้อย่างน้อยที่สุดคือ 70-80% เนื่องจากปกติราคาที่ดินจะปรับขึ้นเร็วและแรงมากหลังเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจทุกครั้ง สังเกตได้จากตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทีไร ราคาที่ดินร่วงไปสักระยะหนึ่ง แต่พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวราคาที่ดินกลับพุ่งแรงจนหลายครั้งกลับมาสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา หรืออย่างตอนที่เกิดน้ำท่วมปี 2554 ก็เห็นชัดเจนว่าราคาที่ดินแถวไหนร่วงอย่างเห็นได้ชัด ราคาแถวนั้นมีแน้วโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ต้องอาศัยจังหวะนั้นซื้อเก็บ ซึ่งก็ใช้เกณฑ์นี้เป็นหลักในการเลือกซื้อที่ดินทั้งในพอร์ตลงทุนส่วนตัวและการเลือกซื้อที่ดินของบริษัท

นอกจากนั้น เขาก็ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนทางภาษี โดยผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนตั้งแต่ลงมาส่วนใหญ่ได้ผลตอบแทนประมาณ 10-20%

จากนั้นเริ่มเข้ามาลงทุนหุ้นจริงจังครั้งแรกตอนวิกฤตน้ำท่วม จังหวะนั้นเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งเพราะเห็นว่าราคาตกมาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ส่วนตัวมองว่า แม้โครงการเขาจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปบ้าง แต่ปกติเชื่อว่าอุตสาหกรรมจะมีการฟื้นตัวเร็ว จึงตัดสินใจเข้าไป

“อีกทั้งยังมีการซื้อธุรกิจค้าปลีกที่เห็นเขามีการขยายสาขาจำนวนมาก เพราะคิดว่าต้องมีการเจริญเติบโตในอนาคตอีก อาจจะเรียกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่าก็ได้ เพราะส่วนใหญ่หุ้นที่เลือกเข้าซื้ออยู่ในอุตสาหกรรมกรรมที่เรามีความคุ้นเคย มีความเข้าใจ และผูกพัน หรือเป็นอุตสาหกรรมที่ตัวเองต้องสัมผัสได้เห็นแผนการเติบโตและขยายงานที่ชัดเจน รู้และเข้าถึงข้อมูลในหุ้นนั้นได้” พีระพงศ์ เล่า

ทั้งนี้ เขาตั้งเป้าหมายว่าผลจากการลงทุนในสินทรัพย์ทุกประเภท อย่างน้อยผลตอบแทนเฉลี่ยต้องได้ 10% ต่อปี

เขาได้ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันการลงทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและเป็นสิ่งที่เขาพยายามแนะนำน้องๆ ในบริษัท ซึ่งอายุเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 27-29 ปีว่า ต้องรู้จักออมและลงทุน เพราะที่ผ่านมาคนไทยเรียนรู้การทำงานมาลำบากและหาเงินกันเก่งมาก แต่นำไปลงทุนน้อยมาก อยากให้ถามตัวเองว่า ตอนนี้เริ่มเก็บเงินออมขนาดไหนคิดหรือหาแนวทางได้หรือยังว่าถ้ามีเงินก้อน 1-2 หมื่นบาท จะทำอย่างไรให้มันงอกเงยเป็น 3-4 หมื่นบาทได้อย่างไร สิ่งเดียวของคำตอบคือ ต้องเริ่มเปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติเพื่อที่จะเริ่มลงทุน (Mind Set)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ