posttoday
ไลอ้อนเมินโปรโมชั่น การตลาดฉาบฉวย

ไลอ้อนเมินโปรโมชั่น การตลาดฉาบฉวย

03 กรกฎาคม 2558

โดย...จะเรียม สำรวจ

โดย...จะเรียม สำรวจ

ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบด้านกำลังซื้อชะลอตัว เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความจำเป็น จึงทำให้ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นเดียวกับบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) ที่มีภาพรวมยอดขายครึ่งปีแรกต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้เพียง 1% เท่านั้น

เหตุผลที่ทำให้บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) ยังมียอดขายเติบโตในทิศทางที่น่าพอใจ เพราะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของสินค้าใหม่ที่นำเข้ามาทำตลาดก็จะเน้นไปที่คุณภาพมากกว่าการเข้าไปแข่งขันในเรื่องของราคา 

บุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมรายได้ครึ่งปีแรกเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้  เหตุผลหลักน่าจะมาจากกำลังซื้อไม่ดีและผู้บริโภคมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง แต่เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

กลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตามด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความสวยงาม  ซึ่งในส่วนของครึ่งปีหลังคาดว่ากลุ่มสินค้าดังกล่าวยังคงจะได้รับความนิยมต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก เนื่องจากผู้บริโภคหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น

จากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าว ไลอ้อนฯ จึงมีแผนที่จะพัฒนาสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับทำการสื่อสารกับผู้บริโภคในเรื่องของคุณภาพสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจแทนการทำกิจกรรมโปรโมชั่น เนื่องจากกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการทำตลาดที่ฉาบฉวย

ขณะเดียวกัน ก็เน้นการทำตลาดร่วมกับคู่ค้าทั้งเทรดดิชั่นนัลเทรดและโมเดิร์นเทรดควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม  ซึ่งปัจจุบันร้านโชห่วยก็มีการปรับตัวธุรกิจของตนเองมากขึ้น เพื่อดึงความสนใจลูกค้าให้เข้าไปใช้บริการ

บุญฤทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนการออกสินค้าใหม่เข้าทำตลาดจะต้องเป็นวาระพิเศษ แต่ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามด้วยการหันมาปรับปรุงคุณภาพสินค้าและออกสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของบริษัทแต่ละปีจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดปีละไม่ต่ำกว่า 10 รายการ

พร้อมกันนี้ ยังมีแผนที่จะใช้งบอีก 500 ล้านบาท ขยายโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มผงซักฟอก สินค้าเครื่องใช้ภายในบ้าน และผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล ซึ่งหลังจากดำเนินการขยายโรงงานใหม่แล้วเสร็จคาดว่าจะเพิ่มกำลังผลิตกลุ่มสินค้าดังกล่าวได้ไม่ต่ำกว่า 30%

บุญฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการลงทุนขยายธุรกิจในด้านของโรงงานมาตลอดภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท และยังคงจะเดินหน้าลงทุนไปเช่นนี้ต่อเนื่อง แต่จะเป็นการลงทุนในธุรกิจไหนบ้างนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากการทำธุรกิจในปัจจุบันต้องวางแผนระยะสั้น วางแผนระยะยาวไม่ได้

นอกจากจะให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศแล้ว ตลาดต่างประเทศก็จะให้ความสำคัญควบคู่กันไป โดยแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใน 4-5  ปีนับจากนี้  บริษัท ไลอ้อนฯ จะให้ความสำคัญกับทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น   เพื่อผลักดันให้มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่  30%  จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่  10%  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ  2  หมื่นล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1.4  หมื่นล้านบาท

สำหรับกลุ่มประเทศที่บริษัทจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดเป็นพิเศษ  คือ  กลุ่มประเทศอินโดจีน  เช่น  กัมพูชา  เวียดนาม  และลาว  ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าเข้าไปทำตลาดในญี่ปุ่นและตะวันออกกลาง  เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าวยังมีโอกาสให้เข้าไปทำตลาดอีกมาก ซึ่งหลังจากเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัท ไลอ้อนฯ มั่นใจว่าสิ้นปีจะมีรายได้เติบโตใกล้เคียงกับเป้าหมาย 6% อย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ