
เปิดตลาดใหม่ท่องเที่ยว ลุยดึงกลุ่มกำลังซื้อสูง
ในกลุ่มตลาดยุโรป นักท่องเที่ยวรัสเซียคือตลาดใหญ่ที่สำคัญ
โดย...วารุณี อินวันนา
ในกลุ่มตลาดยุโรป นักท่องเที่ยวรัสเซียคือตลาดใหญ่ที่สำคัญ แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศทำให้ยอดนักท่องเที่ยวมาไทยลดลงมากกว่า 40% หรือคาดว่าจะเหลือเพียง 1 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ หันมาเน้นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ กำลังซื้อสูงมากขึ้น
ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ททท. ดูแลสำนักงาน ททท. 7 แห่งในภูมิภาคนี้ กล่าวว่า หากไม่นับรัสเซียซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดออกจากกลุ่มยุโรป จะพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากชาติยุโรปยังเพิ่มขึ้น เช่น อังกฤษ เยอรมนี ในช่วงต้นปีจนถึงขณะนี้เพิ่มขึ้น 3%
กลุ่มยุโรปใต้ที่มีสเปน อิตาลี เพิ่มขึ้น 6% ฝรั่งเศสเพิ่มมากถึง 8% กลุ่มสแกนดิเนเวียเพิ่มขึ้น 2-3% รวมแล้วนักท่องเที่ยวจากยุโรปเพิ่มขึ้น 3-5% ซึ่งอาจเติบโตไม่มาก เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากเอเชียและอาเซียนที่อยู่ใกล้ เดินทางเพียงแค่ 4-6 ชั่วโมง ที่เพิ่มขึ้นมาก เช่น จีน เพิ่มขึ้นกว่า 10%
อย่างไรก็ตาม รายได้ท่องเที่ยวต่อหัวจากนักท่องเที่ยวยุโรปสูงมาก โดยมีการใช้จ่ายรายวันอยู่ที่ 5,300-5,500 บาท เทียบกับนักท่องเที่ยวเอเชีย และจากภูมิภาคอื่นๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 บาท/หัว/วัน
นอกจากนี้ ยังมีจำนวนวันเข้าพักมากกว่าด้วย โดยจำนวนวันพักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 9 วัน แต่นักท่องเที่ยวจากยุโรปจะอยู่นานถึง 15 วัน โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวียอยู่ยาวถึง 20 วัน
“ปีนี้เราตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวยุโรป 6.1 ล้านคน ส่วนปี 2559 น่าจะมีเป้าหมายถึง 6.5 ล้านคน” ธเนศวร์ กล่าว
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวยุโรปที่ลดลง ทำให้ ททท.ต้องปรับแผนมาเน้นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ใช้จ่ายสูง และพักระยะยาวเป็นปีแรก เพื่อชดเชยรายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ลดลงมาก และจะใช้เป็นนโยบายต่อไป
ธเนศวร์ กล่าวว่า ปี 2558 เป็นปีแรกที่ปรับนโยบายมาเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะทำให้มีรายได้ต่อหัวจากนักท่องเที่ยวมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเชิงปริมาณ เช่น ตลาดยุโรป ทำให้พักยาวนานขึ้น และให้ใช้จ่ายต่อวันสูงขึ้น ด้วยการจูงใจและส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวเมืองรอง 12 แห่งมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมุ่งหาตลาดใหม่ที่มีคุณภาพ เช่น คาซัคสถาน หนึ่งในกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช หรือซีไอเอส ที่คาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาไทยประมาณ 7 หมื่นคน และอุซเบกิสถาน 4 หมื่นคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีวันพักยาว 15 วัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5,200 บาท/หัว เป็นกลุ่มที่ชอบไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ชอบทำกิจกรรม ไม่ชอบอยู่ในโรงแรม
“ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มซีไอเอสยังมีนักท่องเที่ยวน้อย เนื่องจากไม่มีสถานทูตไทยประจำอยู่ ทำให้ขั้นตอนในการขอวีซ่ายุ่งยาก แต่คาซัคสถานกับอุซเบกิสถาน มีสถานทูตไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดต้องใช้เวลา เพราะเป็นประเทศที่ใช้ภาษาที่สามจึงต้องมีล่าม ตั้งคนท้องถิ่นเป็นตัวแทนทางการตลาด” ธเนศวร์ กล่าว
อีกตลาดเป้าหมายสำคัญ คือ ตะวันออกกลาง ซึ่งปี 2558 วางเป้าหมายนักท่องเที่ยว 5.7 แสนคน และปี 2559 ประมาณ 6.1-6.2 แสนคน เป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และมีโอกาสสูงในการทำรายได้เข้าประเทศ
ล่าสุด ได้ออกแคมเปญมุสลิมเฟรนลี่เดสทิเนชั่น ซึ่งปัจจุบันหากนับเฉพาะประเทศที่ไม่ใช่ชาติมุสลิม ไทยถือเป็นเป้าหมายท่องเที่ยวของชาวมุสลิมอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และตลาดมุสลิมนี้ไทยมีโอกาสสูง เพราะกลุ่มนี้เน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบ อีกทั้งยังนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชิงครอบครัว เพราะชาวมุสลิมนิยมเดินทางแบบครอบครัว
ในตลาดกลุ่มนี้ได้วางเป้าหมายหลักอันดับ 1 คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วางเป้าหมายไว้ 1.1 แสนคน รองลงมาคือ อิหร่าน 8 หมื่นคน ซึ่งนักท่องเที่ยวจากอิหร่านเป็นกลุ่มมีคุณภาพ มีไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวหรู และมีมารยาททางวัฒนธรรมสูง
สำหรับการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวให้ได้ยอดตามเป้าหมาย จะต้องตรวจสอบตลาดกันเป็นรายเดือน จากสายการบินประจำชาติและบริษัทนำเที่ยว เช่น ตลาดคาซัคสถานต้องตรวจสอบยอดการจองตั๋วโดยสารกับสายการบินอัสตานา ซึ่งเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงเข้ากรุงเทพฯ และเอเยนต์ทัวร์ หากตรงกันก็มั่นใจได้ว่ามีนักท่องเที่ยวเข้าไทยจริง
ทั้งนี้ ธเนศวร์ มองว่าการจะก้าวข้ามจากการวัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวจากปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่การวัดจากคุณภาพที่ใช้รายได้ในการประเมิน จะต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน 2-3 ปี โดยช่วงแรกๆ ต้องเน้นเชิงคุณภาพ และปริมาณก็ทิ้งไม่ได้







