
หนี้เสียแบงก์รัฐ ต้องสกัดโดยซูเปอร์บอร์ด
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันจากการถูกกระหน่ำจากปัจจัยต่างประเทศ ทำให้การส่งออกถดถอย และเศรษฐกิจโดยรวมดูแย่ลง จนทำให้ต้องลดอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลง นอกจากจะทำให้เงินไม่สะพัด สินเชื่อของสถาบันการเงินขยายตัวต่ำ สวนทางกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ไม่เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ที่มีเอ็นพีแอลในไตรมาสแรกของปีนี้คิดเป็นสัดส่วน 2.29% มียอดคงค้าง 2.98 แสนล้านบาท จากยอดคงค้างสินเชื่อทั้งระบบ 13 ล้านล้านบาท ทางด้านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอลก่อนการหักสำรองหนี้) สิ้นเดือน มี.ค. มีจำนวน 2 แสนล้านบาท แต่เมื่อหักสำรองหนี้เสียแล้วจะเหลือยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (เอ็นพีแอลสุทธิ) อยู่ที่ 9.65 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ประมาณ 2% แต่หากคิดสัดส่วนของเอ็นพีแอลก่อนการหักสำรองหนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5% จากยอดสินเชื่อรวมของแบงก์รัฐทั้งหมดมีจำนวน 4.35 ล้านล้านบาท
เอ็นพีแอลดังกล่าวเป็นหนี้เสียของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 6 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ธนาคารพัฒนาวิสหากิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์)
ทั้งนี้ แม้ว่ายอดเอ็นพีแอลก่อนการหักสำรองหนี้จะลดลงจากสิ้นปี 2557 ที่อยู่ระดับ 2.01 แสนล้านบาท แต่ยอดเอ็นพีแอลสุทธิเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่อยู่ระดับ 9.47 หมื่นล้านบาท เนื่องจากแบงก์รัฐยังไม่ได้สำรองหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่ม
นอกจากนี้ แบงก์รัฐทั้ง 6 แห่ง ยังมียอดหนี้ที่ผิดนัดชำระตั้งแต่ 1-3 เดือน อีก 1.23 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดสิ้นปีประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หากแยกเอ็นพีแอลก่อนหักสำรองออกมา จะเป็นหนี้เสียของสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล 8.13 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อบ้าน 4.77 หมื่นล้านบาท สินเชื่อการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการทำงาน 2.84 หมื่นล้านบาท
รองลงมาคือ สินเชื่อเพื่อเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง 2.9 หมื่นล้านบาท สินเชื่อเพื่อการผลิต 2.61 หมื่นล้านบาท สินเชื่อการขายส่งและการค้าปลีก การซ่อมรถยนต์และรถจักรยาน 2.18 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อที่พักและบริการด้านอาหาร 1.3 หมื่นล้านบาท
ปริมาณหนี้เสียของแบงก์รัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้การปล่อยกู้ลดหนี้เสียเพิ่มเหมือนกันหมด
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ก็ออกมายอมรับว่า หนี้เสียของธนาคารเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จึงต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อไม่ให้หนี้เสียของธนาคารเพิ่มขึ้น จนเป็นปัญหากับฐานะของธนาคาร
แต่ทว่าในความเป็นจริงหนี้เสียของแบงก์รัฐนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียสะสมมา หากดูจากบัญชีโครงการพิเศษ หรือพีเอสเอ ซึ่งเป็นสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ขณะนี้มีจำนวนกว่า 2 แสนล้านบาท หนี้จำนวนนี้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณประจำปีมาใช้คืน โดยในงบประมาณปี 2559 รัฐบาลเตรียมตั้งงบใช้หนี้โครงการช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยางคืน ธ.ก.ส.แล้วไม่น้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท
ต้นตอของปัญหาหนี้เสียในแบงก์รัฐ หากเจาะลึกลงไปจะพบว่ามีปัญหาแทบทุกธนาคาร เป็นกรณีการปล่อยกู้แบบไม่ธรรมดา ยกตัวอย่างกรณีธนาคารออมสิน แม้จะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีผลดำเนินงานยอดเยี่ยม แต่ไส้ในก็มีปัญหาเรื่องมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ
ในปี 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยตั้งข้อสังเกตการปล่อยสินเชื่อที่ไม่ปกติของธนาคารออมสินราว 20 รายการ เช่น การปล่อยกู้สร้างโรงพักทั่วประเทศ และการปล่อยกู้ที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ จากที่คิดว่าจะไปทำโรงแรมหรู กลายเป็นสถานอาบ อบ นวด จนมีคนมาร้องเรียนว่าธนาคารปล่อยกู้เพื่อทำธุรกิจที่ขัดต่อศีลธรรมหรือไม่
ด้าน ธอส.เองแม้จะไม่พบการอนุมัติสินเชื่อที่ไม่ปกติ เพราะได้ยกเลิกการปล่อยกู้ให้กับเอกชนเพื่อไปทำโครงการขนาดใหญ่แล้ว แต่ก็มีปัญหาภายในเรื่องการทุจริตของพนักงานที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ 2 แบงก์รัฐที่เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเอสเอ็มอีแบงก์นั้นแผนฟื้นฟูสำเร็จและได้รับการอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนให้ 1,000 ล้านบาทแล้ว แต่หนี้เสียมีมากกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากพิษใบสั่งการเมืองให้ทำโครงการที่เสี่ยง และเกิดจากปล่อยกู้ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้บริหารธนาคารชุดใหม่กำลังเร่งจัดการหนี้เสียให้ลดลง
ทางด้านไอแบงก์นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนฟื้นฟูของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่จะดำเนินการอย่างไรกับธนาคารแห่งนี้ เพราะหนี้เสียเพิ่มสูงกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท หรือ 40% ของสินเชื่อคงค้าง และยังมีหนี้ตกชั้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้เสียส่วนใหญ่มาจากการปล่อยกู้ลูกค้ารายใหญ่ ที่เจ้าหน้าที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยงได้ดีเท่ากับธนาคารพาณิชย์
ปัญหาการเมืองเข้าแทรกแซงแบงก์รัฐ ทำให้แบงก์รัฐเป็นบ่อเงินบ่อทองของนักการเมืองที่มาตักตวงหาผลประโยชน์จนทำให้หนี้เสียผุดขึ้นมาก ที่น่าตกใจมากกว่านั้น แบงก์รัฐกลายเป็นสวรรค์ของข้าราชการประจำที่เข้ามาเป็นกรรมการรับสิทธิประโยชน์มากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม
นอกจากนี้ ความเสียหายเกิดจากปัญหาหนี้เสียจากการทุจริตปล่อยสินเชื่อในระดับพนักงานและผู้บริหารฉ้อโกงกันเอง เพียงเพราะว่าแบงก์รัฐไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีเจ้าของที่คอยเอาใจใส่เรื่องหนี้เสียเหมือนธนาคารพาณิชย์
ปัญหานี้ซูเปอร์บอร์เองก็มองเห็นและพยายามวางระบบเพื่อแก้ไข แต่เห็นเพียงการปรับวิธีการตรวจสอบแบงก์รัฐ โดยมอบอำนาจนี้ให้กับ ธปท.ให้เข้ามาตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ก็จะทำให้พบความไม่ชอบมาพากลและแก้ไขปัญหาหนี้เสียในอนาคตได้เร็วขึ้น
แต่นั่นยังไม่เพียงพอ ซูเปอร์บอร์ดจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมมาตีกัน สกัดนักการเมืองที่จะเข้ามาจากการเลือกตั้งหลังจากที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืนอำนาจให้ประชาชน
หนึ่งในสิ่งที่ซูเปอร์บอร์ดจะทำ คือ การหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้จริงๆ เพื่อให้เป็นมาตรฐานใหม่สำหรับผู้บริหารแบงก์รัฐที่หากทำงานหละหลวมจนเกิดความเสียหายก็จะต้องรับผิดชอบ เพื่อให้เกิดความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น และให้การบริหารงานของแบงก์รัฐเป็นมาตรฐานสากล เทียบเท่าสถาบันการเงินขั้นนำประเภทอื่น
ยังมีปัญหามากมายหลายเรื่องในแบงก์รัฐที่ซูเปอร์บอร์ดต้องเข้ามาวางระบบ แค่ให้ธปท.เข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบไม่พอ จะต้องมีการระบุให้มีการนำผลการตรวจสอบมาดำเนินคดีฟ้องร้องให้ถึงที่สุดหากพบการทุจริต หากกระทรวงการคลังไม่จัดการจะต้องมีความผิด
นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงกระบวนการในการติดตามทวงหนี้ที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับชั้น ก่อนที่ซูเปอร์บอร์ดจะหมดอำนาจไป และจะต้องวางแนวทางป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามารื้อระบบได้ง่ายๆ
หนี้เสียของแบงก์รัฐที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้ หากไม่วางแนวทางแก้ไข อีกไม่นานหนี้เสียก็จะท่วมแบงก์จนแบงก์รัฐไม่อาจทำหน้าที่กลไกในเศรษฐกิจตามที่กระทรวงการคลังต้องการได้ในที่สุด







