
ระบบการศึกษาไทย กับการแก้ปัญหาสังคม
โดย...ฐากูร
โดย...ฐากูร
ในสังคมไทยทุกวันนี้เราพบปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความไร้ระเบียบในสังคม จราจรติดขัด อุบัติเหตุ น้ำท่วมขัง ฯลฯ เมื่อคิดดูแล้วจะพบว่าปัญหาต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การฝ่าฝืนกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ เช่น การทิ้งขยะในที่สาธารณะทำให้ท่อน้ำอุดตันเกิดน้ำท่วมขังส่งผลให้การจราจรติดขัด การเปิดสถานบริการหรืออู่ซ่อมรถติดกับชุมชนก่อให้เกิดเสียงดังเดือดร้อนรำคาญ การจอดรถในที่ห้ามจอดทำให้กีดขวางการจราจร การตั้งวางสิ่งของบนทางเท้าทำให้คนไม่สามารถใช้ทางเท้าได้ตามปกติ การฝ่าไฟแดงหรือขับรถเร็วทำให้เกิดอุบัติเหตุจราจร รวมถึงเกิดจากการที่คนไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงทำให้คนไม่ดีเข้าไปปกครองบ้านเมือง การเลี่ยงไม่จ่ายภาษีทำให้รัฐขาดรายได้ ฯลฯ
เรื่องเหล่านี้แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อเป็นพฤติกรรมที่เคยชินของคนส่วนใหญ่ในสังคมกลับส่งผลให้เกิดความไร้ระเบียบและก่อปัญหาในสังคม
บางคนคิดว่าคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร แต่มีเจตนาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง วิธีการแก้ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุม ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ถ้าคิดในอีกมุมหนึ่งจะพบว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เจตนา เพียงแต่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำและก่อปัญหาให้ส่วนรวม การป้องกันที่ดีหรือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การเรียนรู้ถึงพฤติกรรมที่ควรหรือไม่ควรว่ามีผลต่อสังคมอย่างไรบ้าง ดังนั้นการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
ข้อมูลจากการเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียน ปี 2012-2015 พบว่าคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ที่อันดับ 7 ของอาเซียนและคุณภาพของระบบอุดมศึกษาอยู่ที่อันดับ 8 ขณะที่สิงคโปร์รั้งอันดับที่ 1 มาตลอด เมื่อเปรียบเทียบความมีระเบียบในสังคมระหว่างประเทศไทยกับสิงค์โปร์แล้ว ยิ่งแสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาของไทยต้องได้รับการปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเนื้อหาที่นอกจากการเรียนรู้ทางด้านวิชาการแล้ว เช่น คณิตศาสตร์ ภาษา ฯลฯ ควรเพิ่มเติมเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อส่วนรวมหรือพฤติกรรมที่สังคมต้องการด้วย
เรื่องแรก ที่เด็กต้องได้รับการเรียนรู้คือ การเคารพสิทธิของผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การมีส่วนร่วมในสังคม สิทธิและหน้าที่ของพลเมืองไทย ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมและบ้านเมืองจากพฤติกรรมของตนด้วย โดยเฉพาะเรื่องของหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะต่างๆ เช่น ฐานะคนไทย ฐานะนักเรียน ฐานะสมาชิกในชุมชน ฯลฯ ควรมีการสอดแทรกในเนื้อหาของทุกระดับการเรียนรู้
เรื่องที่สอง เด็กควรได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายพื้นฐานซึ่งไม่ค่อยปรากฏในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ทั้งที่เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ต้องพบเจอทุกวัน เด็กต้องเรียนรู้ว่ากฎหมายมีไว้เพื่ออะไร การผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับและมีบทลงโทษแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่ผิดกฎหมายในชีวิตประจำวัน เช่น การทิ้งขยะในที่สาธารณะ การสูบบุหรี่ในที่หวงห้าม การเสพยาเสพติด รวมทั้งผลหรือบทลงโทษ
เรื่องที่สาม ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศและการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมโลกาภิวัตน์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เด็กต้องรู้ว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร ทำไมคนจากแต่ละประเทศ แต่ละทวีปจึงมีพฤติกรรมและการแสดงออกที่ไม่เหมือนกัน ทำไมการให้ความเคารพในวัฒนธรรมและศาสนาของแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่จำเป็น การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายนั้น หากไม่เคารพและไม่เข้าใจซึ่งกันและกันแล้วย่อมเกิดความยุ่งเหยิงในสังคม
เรื่องที่สี่ การเรียนรู้ด้านศิลปะที่ไม่ใช่แค่การวาดรูปหรือระบายสี เด็กควรจะได้เข้าถึงความน่าชื่นชมของศิลปะซึ่งเป็นเรื่องสากลและอยู่รอบตัวเรา ทั้งการแต่งกาย รูปเขียน ดนตรี การออกแบบสิ่งของเครื่องใช้ ความสวยงามของบ้านเมือง ทำให้เด็กรักสิ่งสวยงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งจะส่งให้พวกเขามีแรงบันดาลใจที่จะทำให้สังคมหรือบ้านเมืองสวยงามขึ้น ลองเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่คนไทยชื่นชมความสวยงามและมีระเบียบของตึกรามบ้านช่อง จะพบว่าคนญี่ปุ่นซึมซับศิลปะในเรื่องต่างๆ มาแต่เด็กจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น ความสวยงามของเครื่องแบบนักเรียน รูปการ์ตูนในหนังสือเรียนและป้ายโฆษณาต่างๆ ความเรียบร้อยของร้านค้าและถนนหนทาง
เนื้อหาต่างๆ เหล่านี้อาจมีสอดแทรกอยู่ในหลักสูตรปัจจุบันแล้วบ้าง สิ่งที่สำคัญคือความจริงจังของวิธีการที่จะทำให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจถึงเนื้อหาตลอดจนนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์และเกิดคุณค่าต่อสังคม วิธีการเรียนรู้ของเนื้อหาสามารถปรับให้เหมาะสมกับวัยของเด็กได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาเฉพาะที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของครูอาจารย์ในการสอน แม้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้จากครอบครัว แต่ผู้ปกครองก็มีความรู้ ความเข้าใจ หรือวิธีการสอนที่ต่างกันไป ซึ่งอาจไม่ดีเท่ากับครูที่โรงเรียน อีกทั้งสภาพสังคมปัจจุบันที่เด็กใช้เวลาที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน ถ้าหากเด็กได้รับการเรียนรู้ในเนื้อหาที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคมก็จะเติบโตขึ้นมามีพฤติกรรมที่ช่วยให้สังคมดีขึ้น ทั้งยังมีผลเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้สังคมมีระเบียบมากขึ้นด้วย







