
ต่างชาติรุกตลาดประกันภัยต่อ
ประกันไทยเนื้อหอม คาดรีอินชัวเรอส์จากสิงคโปร์บุกตลาดไทยมากขึ้น
ประกันไทยเนื้อหอม คาดรีอินชัวเรอส์จากสิงคโปร์บุกตลาดไทยมากขึ้น
นายอานนท์ โอภาสพิมลธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย เปิดเผยว่า ในปี 2559 คาดว่าตลาดประกันภัยของไทยจะได้รับประโยชน์ในการต่อรองทำสัญญาประกันภัยต่อกับต่างประเทศ หรือรีอินชัวเรอส์มากขึ้น เนื่องจากในปีนี้ประเทศอินโดนีเซียได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่ ให้มีการเพิ่มสัดส่วนในการทำประกันภัยต่อภายในประเทศของตัวเองมากขึ้น จึงส่งผลให้รีอินชัวเรอส์รายใหญ่ๆ ในสิงคโปร์ได้รับผลกระทบมีงานประกันภัยต่อจากอินโดนีเซียลดลง
“ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้ตลาดประกันภัยต่ออ่อนตัว และในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเจรจาสัญญาประกันภัยต่อระหว่างกัน ก็เชื่อว่ารีอินชัวเรอส์จากสิงคโปร์จะเข้ามาแข่งขันกันรุนแรง และเบนเข็มเข้ามาหาลูกค้าในไทยมากขึ้น เพื่อหาเบี้ยชดเชยส่วนที่หายไปจากอินโดนีเซีย จึงทำให้เราได้รับประโยชน์โดยตรง” นายอานนท์ กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของวิริยะฯ เองก็ต้องทบทวนความเสี่ยงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นด้วย โดยเฉพาะหากเกิดความ
เสียหายต่อพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้มีทั้งภัยแล้ง หรือภัยแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงยังต้องพิจารณาถึงจำนวนฐานลูกค้า และค่าเบี้ยที่น่าจะขายได้ด้วย ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มที่ค่าเบี้ยจะถูกลงอีก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทประกันหลายแห่งได้ขายความคุ้มครองประกันภัยพิบัติน้อยลง และลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการเอง ก็ยังไม่สามารถซื้อความคุ้มครองประกันภัยพิบัติได้เต็มที่ตรงกับความต้องการ เนื่องจากรีอินชัวเรอส์เองก็จำกัดความคุ้มครองไว้อยู่ ซึ่งยังเป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554
นายอานนท์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงควรให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยบัติของไทยเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว แต่เห็นว่าควรมีเงินกองทุนมารองรับให้มากกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนผู้เอาประกัน แต่อาจไม่จำเป็นต้องมีเงินกองทุนถึง 4 แสนล้านบาท เหมือนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เนื่องจากปัจจุบันแต่ละนิคมอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการมีการป้องกันตัวเองมากขึ้น และให้คิดค่าเบี้ยประกันตามความเสี่ยง ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อประเทศมากขึ้น
“หากเรามีเงินกองทุนเป็นของตัวเองไม่เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นอีก ค่าสินไหมที่จ่ายให้กับโรงงานอาจไม่เพียงพอ โรงงานก็เปิดไม่ได้ การจ้างงานก็ลดลง และส่งผลต่อเนื่องให้จีดีพีลดลง รัฐบาลก็เก็บภาษีไม่ได้ มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ จึงควรเตรียมตัวเองไว้ให้เข้มแข็ง” นายอานนท์ กล่าว







