
จัดระเบียบ ‘mai’ แหล่งลงทุนชั้นยอด
หุ้นร้อนขนาดเล็ก ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ มักถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นหุ้นเก็งกำไรสูง จนถึงขั้นที่ทำให้ “รพี สุจริตกุล” เลขาธิการ
โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ บงกชรัตน์ สร้อยทอง
หุ้นร้อนขนาดเล็ก ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ มักถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นหุ้นเก็งกำไรสูง จนถึงขั้นที่ทำให้ “รพี สุจริตกุล” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งถึงกับเอ่ยปากอยากให้แยกภาพลักษณ์ระหว่างหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ mai พร้อมมอบหมายภารกิจนี้ให้กับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปทบทวน
“ประพันธ์ เจริญประวัติ”ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในฐานะพ่องานที่ดูแลเรื่องดังกล่าว กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกันภายใน เพื่อทบทวนหลักเกณฑ์ทั้งการเข้าจดทะเบียนและการซื้อขายของ mai โดยจะต้องมีการเปรียบเทียบกรณีศึกษาหรือตัวอย่างจากตลาดต่างประเทศมากขึ้นก่อน แล้วจึงนำไปเสนอให้ทาง ก.ล.ต. พิจารณาในรายละเอียด คาดว่าจะนำไปเสนอ ก.ล.ต. ภายในเดือน ก.ค.นี้ จากนั้นค่อยนำไปหารือกับทางผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai และที่ปรึกษาทางการเงิน
อย่างไรก็ดี จากการที่ผู้บริหาร บจ.mai ได้เข้าแสดงความยินดีกับท่านเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และท่านเลขาฯ ก.ล.ต. ก็รับปากว่าจะเข้ามาร่วมงานที่ผู้บริหาร บจ.mai นัดหารือปรึกษาข้อมูลกันเป็นประจำทุก 1-2 เดือน
ปัจจุบันมี บจ.ที่เข้ามาระดมทุนใน mai ทั้งหมด 115 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 4 แสนล้านบาท ที่ผ่านมามีย้ายไปซื้อขายบนกระดาน ตลท.ทั้งหมด 19 บริษัท หรือมาร์เก็ตแคปที่หายไป 1.3 แสนล้านบาท ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการระดมทุนทั้งหมด 6.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการนำเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) 3.1 หมื่นล้านบาท และการเพิ่มทุนในตลาดรองอีก 3.7 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่าตลาดทุนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ บจ.มีการขยายการเติบโตได้
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาอาจมีการตั้งคำถามว่าตลาดทุนกับตลาดเงินมีการแย่งการระดมทุนกันเองหรือเปล่า แต่จากการเก็บตัวเลขที่ผ่านมา ในส่วนของทุนและการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์มีอัตราการเติบโตล้อกันไปในระดับเดียวกันทุกปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการระดมทุนทั้งสองแหล่งต่างช่วยเสริมการขยายธุรกิจให้ บจ.มีศักยภาพมากขึ้นไปด้วยกัน
ไม่เพียงแต่คอยดูแลระดับการเก็งกำไรแล้ว ทาง “เลขาฯ ก.ล.ต.” ยังดูใส่ใจการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (พีพี) ต่ำกว่าราคากระดาน โดยภายในสัปดาห์หน้าจะประกาศเกณท์ดูแล และในเดือน ส.ค.นี้ น่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้
หลักการดูแลทาง ก.ล.ต.มองว่าคณะกรรมการบริษัทจะต้องให้เหตุผลกับผู้ถือหุ้นอย่างถูกต้องดังนั้นก่อนบจ.จะเสนอขายหุ้นพีพีต่ำกว่าราคากระดานจะต้องส่งความเห็นของบอร์ดมายัง ก.ล.ต.ก่อน
“แม้ว่าท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับมติผู้ถือหุ้น แต่กรรมการจะต้องให้เหตุผลที่ดีเพียงพอในเกณฑ์ใหม่หากเหตุผลไม่ดีพอทาง ก.ล.ต.ก็จะขอให้มีการชี้แจงเพิ่มเติม” เลขา ฯ ก.ล.ต.กล่าว
ทางด้าน “นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้เชี่ยวชาญด้านลงทุน กล่าวว่า ถือเป็นจุดอ่อนของตลาดหุ้นไทยที่ยอมให้มีการขายหุ้นพีพีในราคาต่ำกว่ากระดาน แม้แต่ในประเทศใกล้เคียงอย่างสิงคโปร์ยังไม่ยอมให้เกิดขึ้น เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นเดิมทาง ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ควรจะออกเป็นเกณท์ห้ามการกระทำดังกล่าว
“นิเวศน์” กล่าวอีกว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและสถานการณ์ในต่างประเทศ ขณะที่หุ้นไทยถือว่าแพง โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ดังนั้นนักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน ควรหันมาพิจารณาหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปันผลดี เพราะราคายังไม่แพง
“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า ขณะนี้มีสัดส่วน 80% ของมูลค่าตลาดรวม ของหุ้นใน mai มีอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) เกิน 25 เท่า และอีก 20% มีค่าพี/อีต่ำกว่า 25 เท่า ดังนั้นการเข้าลงทุนหุ้นที่มีค่าพี/อี สูงๆ เป็นเรื่องต้องระมัดระวัง







