
"หมอโด่ง" หนี ตัดตอนคดีข้าว
พ.ต.นพ.วีระวุฒิ เป็น "จิ๊กซอว์สำคัญ" ที่เชื่อมโยงการทุจริตการระบายข้าวจีทูจี และคดีทุจริตข้าวอื่นๆ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
“คน คนนี้มีความสำคัญมาก มีอำนาจเหนือรัฐมนตรี ชื่ออักษรย่อ ‘ว’ เป็นตัวจริงเสียงจริงในกระทรวงพาณิชย์...เวลาข้าราชการจะเสนออะไร ท่านรัฐมนตรีจะถามว่า คุณหมอทราบหรือยังทุกครั้ง”
เป็นถ้อยแถลงของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันที่ 29 พ.ค. 2556 กล่าวหาว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลมีการทุจริต
ทั้งยังเป็นการเปิดตัว “หมอโด่ง” พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ครั้งแรกต่อสาธารณชน ในฐานะเป็นบุคคลที่มีอำนาจ “สั่งการ” และอยู่เบื้องหลังการจัดการข้าวสารทุกเมล็ดในสต๊อกรัฐ โดยเฉพาะการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา 7.2 ล้านตัน มูลค่า 7.05 หมื่นล้านบาท ซึ่ง “ไม่มีการเปิดเผยราคา” ขณะที่ข้าวสารเกือบทั้งหมดที่เบิกจากโกดังไม่ได้มีการส่งออกจริง แต่ถูกนำเร่ขายให้พ่อค้าข้าวในประเทศ โรงสี และผู้ส่งออกในเครือข่าย ในราคาต่ำกว่าตลาด ส่งผลให้ภาครัฐเสียหาย 3.52 หมื่นล้านบาท
ต่อมา วันที่ 20 ม.ค. 2558 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และพวกรวม 21 คน ซึ่งรวมถึง พ.ต.นพ.วีระวุฒิ กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ด้วยข้อหา
“แบ่งหน้าที่กันทำงานโดยช่วยเหลือ มุ่งหมาย และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ซึ่งมิได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีน ให้มีสิทธิเข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ต้องแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่น จากนั้นได้นำข้าวที่ซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายภายในประเทศ หรือต่ำกว่าราคาที่ฝ่ายไทยเสนอ ไปขายต่อให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศ หรือนำไปให้บริษัท สยามอินดิก้า นำไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง”
จากนั้น วันที่ 17 มี.ค. 2558 สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นฟ้อง บุญทรง และพวก ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีขายข้าวจีทูจี
แต่ทว่าในการพิจารณาคดีครั้งแรกและสอบคำให้การ คดีหมายเลขดำ อม. 25/2558 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2558 ปรากฏว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ เป็น 1 ใน 2 จำเลยที่ไม่ปรากฏตัวที่ศาล จึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยทั้งสองคนมีพฤติการณ์ “หลบหนี” จึงให้ออกหมายจับ พร้อมทั้งจำหน่ายคดีเฉพาะ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ และจำเลยที่ไม่มาศาล คือ สุธี เชื่อมไธสง ออกจากสารบบชั่วคราว
ประเด็นที่ตามมา คือ การหาย ตัวหรือหลบหนีคดีของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ จะมีผลต่อการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
“ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะใช้วิธีไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยตุลาการสามารถสอบคำให้การทั้งฝ่ายโจทก์ จำเลย และพยาน จนสิ้นข้อสงสัยได้ ส่วนการที่ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ หนีไป ก็เท่ากับว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ไม่มาแก้ต่าง ส่อเจตนาว่ายอมรับผิด แต่ไม่เกี่ยวกับจำเลยรายอื่นๆ ที่มีความผิดเฉพาะส่วนบุคคลตามพยานหลักฐาน เอกสาร ซึ่งปรากฏในสำนวนฟ้อง” เมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ระบุ
เมธี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การที่ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ หนีไป จะทำให้ศาลสอบคำให้การเพิ่มเติมไม่ได้ ทั้งในด้านที่เป็นคุณกับพวกจำเลย หรือซัดทอดจำเลยคนอื่นๆ หรือตอกย้ำให้สำนวนฟ้องหนักแน่นขึ้น แต่ไม่มีผลต่อรูปคดีของจำเลยคนอื่น”
สอดคล้องกับ นพ.วรงค์ ที่ให้ความเห็นว่า การหนีไปของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ จะไม่กระทบต่อคดี เพราะการขายข้าวแบบจีทูจี อัยการสูงสุดมีหลักฐานการทุจริตอยู่แล้ว
แต่ในมุมมองของ นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ซึ่งติดตามคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง กลับมองว่าการหายตัวไปของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ แม้ไม่มีผลต่อรูปคดี แต่จะมีผลทำให้การติดตามและขยายผลการทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจีถูกตัดตอนไป
“หากหมอโด่งยังอยู่ ศาลหรืออัยการที่ตั้งคำถามเก่งๆ สามารถซักจำเลยจนอาจได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงใหม่เพิ่มเติมที่จะนำไปขยายผลได้ นอกจากพยานเอกสารที่ฝ่ายโจทก์ คือ สำนักงานอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.มีอยู่”นิพนธ์ กล่าว
จึงอาจสรุปได้ว่าการหลบหนีคดีของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ซึ่งเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ที่เชื่อมโยงการทุจริตการระบายข้าวจีทูจี และคดีทุจริตข้าวอื่นๆ แทบจะทุกขั้นตอน จะมีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีของศาลไม่มากก็น้อย







